อาการหูดับ

อาการหูดับนี้เป็นกันมาก เป็นกันมากโดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดที่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จำพวก ลาบ ลู่ ก้อย โดยเฉพาะหมูที่ปรุงไม่สุกอาจจะทำให้เกิดอาหารหูดับ และโรคนี้รักษาไม่หายด้วย โรคหูดับจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ทราบสาเหตุ 70 % คือไม่ทราบสาเหตุ อีกสักประมาณ 10-20 % อาจเกิดจากการติดเชื้อ

ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วลามไปที่หู หรือติดเชื้อจากที่เป็นหูน้ำหนวกแล้วลามเข้าไปที่หูก็ได้ บางรายอาจเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ล้มศีรษะกระแทกพื้น ทำให้ฐานกระโหลกแตกเข้าไปยังหูชั้นในก็จะทำให้สูญเสียการได้ยินได้ หรือในบางรายคนไข้อาจจะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบก็ทำให้หูดับได้เช่นกัน

และยาหลายๆตัวก็อาจทำให้การได้ยินลดลงได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มีได้หลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่คนไข้ก็จะไม่ทราบสาเหตุ แต่จะมีสาเหตุหนึ่งที่จะมีโอากาสเป็นสูง ก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่สุกเข้าไปโดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งจะมีเชื้อโรคชนิดหนึ่ง เชื้อชนิดนี้จะอยู่ในหมู สาเหตุที่เราได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะเกิดจากการรับประทานเนื้อหมูเข้าไปเป็นส่วนใหญ่

และมีอีกประมาณเล็กๆน้อยๆ อาจเกิดจากการมีแผลแล้วเชื้อตัวนี้ผ่านเข้าไปทางแผลทำให้เกิดการติดเชื้อนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จะเจอในคนที่รับประทานอาหารเนื้อหมู ซึ่งไม่สุกเป็นเนื้อดิบๆ หรือว่าคนที่เลี้ยงหมู คนที่ไปสัมผัสกับเนื้อหมู อย่างเช่นพ่อค้าขายหมูก็มีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ และเชื้อตัวนี้จะอยู่ในหมูเท่านั้น

 หมูเป็นสัตว์นำเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า สเตรฟโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เป็นโรคที่ติดต่อจากหมูสู่คน แล้วก็พบได้บ่อยปัญหาก็คือถ้าไม่ได้ปรุงอาหารให้สุกก็จะทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้ก็คือโรคไข้หูดับ เชื้อนี้อยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในกระแสเลือดของหมูที่กำลังป่วย และสามารถติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกาย

ทางเยื่อบุตา และจากการรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงดิบๆ หรือสุกๆดิบๆ เชื้อจะเข้าไปทางเยื่อหุ้มสมอง เยื่อบุหัวใจ และทำลายระบบประสาท ซึ่งเมื่อทานเข้าไปอาจจะไม่ได้ทำให้แค่หูดับแต่อาจเสี่ยงถึงเสียชีวิตด้วย 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ออรัล เซ็กส์ ความสุขที่อาจมาพร้อมกับโรคร้าย

ออรัล เซ็กส์ นับว่าเป็นเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ที่เป็นการทำให้คู่รักนั้นได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและยังสามารถทำให้คู่รักเหล่านั้นเพลิดเพลินไปกับการมีเซ็กส์อีกด้วย แต่ว่าในบางครั้งวิธีการทำออรัลเซ็กส์บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆได้มากมายอย่างโรคติดเชื้อเอชพีวี โรคซิฟิลิส และยังรวมไปถึงโรคเอดส์เพราะฉะนั้น ก่อนมีกิจกรรมทางเพศด้วยวิธีการแบบนี้ ควรศึกษารายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแล้วก็วิธีการทำออรัลเซ็กส์อย่างปลอดภัย

ออรัล เซ็กส์ คือ อะไร ?

ออรัล เซ็กส์ คือ การใช้ช่องปาก ริมฝีปาก หรือลิ้น กระตุ้นรอบๆอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง ทวารหนัก หรือส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณดังกล่าวข้างต้นเพื่อคู่รักเกิดอารมณ์ ซึ่งทำได้ทั้งคู่รักเพศเดียวกันแล้วก็คู่รักต่างเพศ จากสถิติบางส่วนพบว่ากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มของผู้คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุโดยประมาณ 18-44 ปี เคยผ่านวิธีการทำออรัลเซ็กส์อย่างต่ำ 1 ครั้งกับคู่นอนที่เป็นเพศตรงข้ามของตัวเอง และก็ยังมีการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นหนึ่งบอกว่า วัยรุ่นชายหญิงที่มีอายุโดยประมาณ 15-17 ปีกว่าร้อยละ 33 เคยทำออรัลเซ็กส์กับคู่นอนที่เป็นเพศตรงข้ามของตัวเอง ซึ่งโดยรวมแล้วคู่รักในวัยต่างๆมีแนวโน้มทำกิจกรรมดังกล่าวกันเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วย

ความเสี่ยงที่อาจมาพร้อม ออรัล เซ็กส์

วิธีการทำออรัลเซ็กส์นั้นบางทีอาจเป็นช่องทางส่งผ่านเชื้อโรคบางประเภทได้ โดยเชื้อโรคและก็โรคร้ายที่อาจมาพร้อมด้วยกิจกรรมนี้ ดังเช่น

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV)

เป็นเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคเอดส์ โดยผู้กระทำออรัลเซ็กส์อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นถ้าหากมีแผลในปาก มีเลือดออกที่เหงือก มีแผลที่อวัยวะเพศ ปากสัมผัสกับเลือดประจำเดือน หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆอยู่ แม้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคเอชไอวีจากวิธีการทำออรัลเซ็กส์นั้นมีน้อยก็ตาม แต่ว่าก็ยังสรุปแน่ชัดไม่ได้ เพราะว่าข้อมูลการศึกษาค้นคว้าวิจัยโดยตรงในด้านนี้มีน้อยมาก อีกทั้งคู่รักส่วนมากก็ทำออรัลเซ็กส์แล้วก็มีเพศสัมพันธ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

เชื้อเอชพีวี (HPV)

เป็นเชื้อไวรัสที่มีมากยิ่งกว่า 170 สายพันธ์ุ ติดต่อกันได้อีกทั้งจากวิธีการทำออรัลเซ็กส์และก็การมีเพศสัมพันธ์แบบต่างเพศแล้วก็รักร่วมเพศ ซึ่งเชื้อไวรัสดังกล่าวบางทีอาจเป็นต้นเหตุของโรคร้ายหลายประเภท ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งช่องปาก โรคมะเร็งลำคอ หรือหูดที่อวัยวะเพศ ฯลฯ แต่ว่าในบางครั้งการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีบางทีอาจไม่ทำให้ปรากฏอาการใดๆเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากสงสัยว่าตนเองหรือคนรักอาจติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ควรจะงดเว้นกิจกรรมทางเพศแล้วไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ปวดแบบไหนใช้ “ยาพาราเซตามอล” ไม่ได้เรื่อง ?


ลักษณะของการปวดแบบแปลกๆ

กลุ่มที่มีลักษณะแปลกไปจากลักษณะของการปวดทื่อๆ ปวดจากเยื่อ หรือลักษณะของการปวดที่กดแล้วเจ็บ ได้แก่
– ลักษณะของการปวดเสมือนไฟช็อต
– ลักษณะของการปวดร่วมกับเสียวแปลบๆเป็นพักๆ
– ลักษณะของการปวดแสบ ปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดร่วมกับอาการชา
– ลักษณะของการปวดแสบปวดแสบปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดเสมือนมีเข็มเล็กๆทิ่มแทง

ปวดศรีษะที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

ส่วนมากลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลายครั้งแบบไม่ทราบต้นสายปลายเหตุมักมีเหตุมาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากเกินขนาด มากถึงกว่า 15 วันต่อเดือน หรือราว 2 – 3 เดือนต่อเนื่องกัน แนวทางดูง่ายๆ ว่าลักษณะของการปวดหัวจากไมเกรนที่มากถึงเดือนละ 3 – 4 ครั้ง หรือมีลักษณะอาการปวดศีรษะจากความเคร่งเครียดที่มีลักษณะเหมือนถูกบีบรัดสูงถึง 15 วันต่อเดือน ซึ่งลักษณะของการปวดหัวในลักษณะอย่างงี้ถึงรับประทานยาพาราเซตามอลเข้าไปก็ไม่ช่วยทำให้หายปวด ทั้งจะมีผลให้ลักษณะของการปวดทวีความร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีลักษณะก็เลยจำเป็นต้องรีบเดินทางไปหาหมอเพื่อหาสิ่งที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่จริง และรับยาที่ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดที่เหมาะสมแทนยาพาราเซมอลก็เลยคงจะได้ผลมากยิ่งกว่า

ปวดขั้นร้ายแรง

ลักษณะของการปวดขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากอวัยวะภายใน ซึ่งทางด้านการแพทย์จะมีมิเตอร์ระดับความเจ็บปวดอยู่ที่ 0 – 10 ระดับ ระดับ 0 คือ ไม่มีลักษณะของการปวดเลย ส่วนระดับ 10 ก็คือ มีลักษณะอาการปวดมากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ปวดถึงขนาดดิ้นรนแบบทรงตัวไม่อยู่ ถ้าหากหมอประเมินแล้วว่าคนไข้มีการเจ็บไข้อยู่ในระดับตั้งแต่ 7 ขึ้นไป เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดแผลผ่าตัด ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากโรคมะเร็งบางประเภท ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไปจนกระทั่งการปวดไมเกรนหนักๆ ลักษณะของการปวดกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลช่วยทุเลาได้ ต้องใช้ยาพาราในกลุ่มทรามาดอลรวมทั้งมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์หยุดการปวดขั้นร้ายแรงได้ แม้กระนั้นก็เป็นยาที่ส่งผลใกล้กันอยู่มากมาย จำต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมของหมอ หรือเภสัชกรแค่นั้น

เจ็บท้องจากโรคกระเพาะและท้องเดิน

ลักษณะของการปวดท้องก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลักษณะของการปวดที่สร้างความสับสนให้กับคนป่วยที่จะเลือกใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เช่น เจ็บท้องเพราะว่าท้องร่วง เจ็บท้องที่เกิดขึ้นจากลำไส้บีบตัว เจ็บท้องจากโรคกระเพาะ ไปจนกระทั่งลักษณะของการปวดแน่นหน้าอก หรือปวดรอบๆ กระเพาะเพราะเป็นกรดไหลย้อน โดยลักษณะของการปวดในกลุ่มนี้ไม่อาจจะใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เพราะว่าเป็นกรุ๊ปลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นจากความแปลกของระบบประสาทแล้วก็ระบบไส้ที่มีความผันแปร หรือมีเหตุมาจากการที่ก๊าซอยู่ในกระเพาะมากมาย ซึ่งยาที่จะช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดจำพวกนี้ได้ก็คือยาลดกรด

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา
กรดไหลย้อนในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยปะละเลยไม่สนใจให้หายเอง ก็จะยิ่งทำให้กรดไหลย้อนนั้ก่อให้เกิดแผลในหลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ทำให้การกลืนอาหารลำบากขึ้น กลืนอาหารรู้สึกติด กลืนลำบาก หรือในบางรายจากกรดไหลย้อน แผลในหลอดอาหาร ก็อาจถึงขั้นเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารเลยก็ได้ เพราะหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนกับการซื้อยารับประทานเอง
การซื้อยาตามร้านขายยามารับประทานเอง ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ถือเป็นการดูแลตัวเองในเบื้องต้น แต่จะให้ดีควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใด เพราะในปัจจุบันโรคต่างๆ ได้พัฒนาขึ้น และมีอาการใกล้เคียงกันมาก วึ่งอาจจะไม่ได้แปลว่าอาการที่รู้สึกเป็นอาการกรดไหลย้อนเสมอไป ดังนั้น การซื้อยาลดกรดมารับประทานแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะยาต่างๆ ถ้ารับประทานนานๆ หรือบ่อยๆ ก็คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน

การตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน
ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะเจาะจงกับกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางหน้าอก เรอเปรี้ยวในระยะแรกอาจไม่ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาลดกรดคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยที่หากมีการตอบสนองต่อการรักษาดี ก็มีโอกาสที่จะสรุปวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

แต่หากรักษาเบื้องต้นโดยการให้ทานยาลดกรด กับปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่หาย หรืออการคงเดิม ก็ต้องทำการตรวจขั้นตอนต่อไป โดยการตรวจที่แนะนำ คือ การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อดูว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ ในกรณีที่ต้องการผลการวินิจฉัยที่แน่นอนเพื่อวางแผนการรักษาในขั้นตอนถัดไป แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ล้างมือบ่อยๆ เพื่อสุขอนามัย เพื่อสุขภาพ และป้องกันโรค

“ล้างมือสักนิดเพื่อพิชิตสุขภาพ” ประโยคที่ไม่ได้พิมมาแค่ให้อ่านคล้องจองกันเท่านั้น แต่มันคือเรื่องจริง ที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง เพราะนายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า “จากข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่าในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมประมาณ 25% เพราะฉะนั้นการล้างมือที่ถูกต้องตามวิธีบัญญัติจะเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้อีกทางหนึ่ง โดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ถึง 50% การล้างมือจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพอนามัยที่ดี”
ในขณะที่ทั่วโลกมีความเป็นห่วงในเรื่องของการล้างมือการหยิบจับอะไรเข้าปาก แต่ประเทศไทยก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการล้างมือให้สะอาดเพียงพอ โดยนายแพทย์ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการสำรวจคนไทยโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 512 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมมือสะอาด คือล้างมือฟอกสบู่ติดเป็นนิสัย กระทำทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร 25% หรือ 1 ใน 4 คน ส่วนใหญ่คือ 72% หลังเข้าห้องน้ำจะล้างมือบ้างไม่ล้างมือบ้าง และไม่เคยล้างมือเลย 3% ซึ่ง 2 กลุ่มหลังนี้ มีความเสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือ ไปสู่คนอื่นได้

หากเราไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำและก่อนทานอาหาร จะเกิดโรคอะไรขึ้นบ้างนะ กับ 8 โรคอันตรายหากไม่ “ล้างมือ”
1. โรคอุจจาระร่วง
เกิดขึ้นจากเชื้อโรคหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ เชื้ออีโคไล ที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระ สามารถปนเปื้อนมากับวัตดุดิบที่นำมาปรุงอาหาร และการสัมผัสจากมือที่หยิบจับอาหาร วัตถุดิบที่มีเชื้อไวรัสปะปน ไม่ได้ทำความสะอาดให้ดีพอ

2. โรคตับอักเสบชนิดเอ
และนี่คืออีกโรคที่เชื้อโรคพบอยู่ในอุจจาระ โรคตับอักเสบชนิดเอจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย โดยสามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก ซึ่งอาจมาจากการหยิบจับอาหารเข้าปากโดยตรง
3. โรคบิด
เกิดจากการไม่ทำความสะอาดมือหลังจากถ่ายอุจจาระ การแพร่เชื้อโดยการสัมผัสทางตรงกับสิ่งของต่าง ๆ หรือสัมผัสทางอ้อมกับอาหาร ส่วนการแพร่เชื้อผ่านทางน้ำและอาหารโดย แมลงสาบ และแมลงวัน เกิดขึ้นได้จากสัตว์เหล่านี้นำเชื้อมาปนเปื้อน

4. โรคอหิวาตกโรค
เกิดโดยตรงกับการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อที่มีชีวิตปนอยู่ โดยเชื้อโรคตัวนี้มีความทนทานมากสามารถอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน และผู้ที่ชอบบริโภคอาหารทะเลดิบ กึ่งดิบกึ่งสุก ก็สามารถน้ำเชื้อโรคตัวนี้เข้าสู่ร่างกายได้ และการใช้มือสัมผัสอาหารดิบ หรือน้ำที่มีเชื้อ จับต้องสัมผัสอาหารอื่นๆ รวมถึงจานชามช้อนส้อม

5. โรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากระบาดมากในเด็กเล็ก เพราะติดต่อโดยการสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วยโดยตรง หรือทางอ้อม เช่น สัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ กับผู้ใหญ่ที่ดูแลความสะอาดของมือไม่ดีพอ ก็สามารถติดเชื้อและเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

6. โรคตาแดง
โรคตาแดงจะพบระบาดหนักในช่วงหน้าฝน แต่จริงๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกฤดูกาล เกิดจากการที่เยื่อบุตาติดเชื้อไวรัส กลุ่มอาดิโนไวรัส สามารถติดต่อจากการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วย และแพร่จากนิ้วมือมาติดที่ตาโดยตรง โรคตาแดงติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มป่วย อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ตาพิการได้

7. กลากเกลื้อน
กลาก และเกลื้อน เป็นคนละโรคกัน แต่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ด้วยการสัมผัส โดยอาจเป็นการสัมผัสจากมือที่รอยกลากเกลื้อนโดยตรง หรือเป็นการติดเชื้อจากการสัมผัสของเชื้อราติดต่อกันจากข้างของเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงสิ่งของตามสถานที่สาธารณะ

8. ไข้หวัด
อาจเป็นได้ทั้งไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดประเภทอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดต่อของเชื้อไวรัสที่มาจากการไอ จาม ละอองน้ำลายที่อาจได้รับผ่านอากาศ หรือการไอจามรดมือแล้วมือของผู้ป่วยสัมผัสกับข้างของเครื่องใช้ต่างๆ และอาจเป็นสิ่งของตามสถานที่สาธารณะ เช่น ราวจับบนรถโดยสาร เสา ลูกบิดประตู เป็นต้น

ล้างมือบ่อยแค่ไหน ถึงจะปลอดภัย
ถึงบแม้ว่าบทความนี้จะแนะนำให้ผู้อ่านล้างมือบ่อยๆ เพื่อเอาเชื้อโรคออกจากมือ หรือทำเป็นพฤติกรรม เป็นนิสัย แต่ใช่ว่าเราควรที่จะล้างมือทุกๆ 10 นาที เพราะมันคงจะดูเป็นการลำบากเกินไป และอาจทำให้มือเปื่อยและแห้งโดยไม่รู้ ดังนั้นการล้างมือจึงขอแนะนำเป็นอย่างน้อยผู้อ่านควรล้างมือบ้างในช่วงเวลาดังต่อไปนี้
• หลังเข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะห้องน้ำสาธารณะ หรือห้องน้ำที่บ้านตัวเอง

• ก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากโดยตรง

• ก่อนปรุงอาหาร และรับประทานอาหาร แม้ว่าจะไม่ใช้มือจับอาหารโดยตรง แต่มือที่สัมผัสกับเชื้อโรคอาจติดไปกับอุปกรณ์ในการทำอาหาร หรือจานชามช้อนส้อมที่จะใช้ในการรับประทานอาหารได้

• หลังกลับมาจากนอกบ้าน

• หลังคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น

• ก่อนสัมผัสกับเยื่อบุผิวหนังในร่างกายของตัวเอง เช่น ล้างมือก่อนใส่คอนแทคเลนส์ ขยี้ตา แคะจมูก ดูดนิ้ว หรือสัมผัสกับแผลของตัวเอง

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่ยิ่งรู้จักยิ่งรักมากขึ้น

 

วัคซีนป้องกันตับ

ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่วงการแพทย์มีการพัฒนาเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกถ้าโรคภัยสมัยนี้จะมีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ และหนึ่งในนั้นก็คือการบำรุงตับเพื่อให้ตับแข็งแรง ด้วยการกินสมุนไพร Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ นอกจากวิธีนี้แล้ว ยังมีอีกหลายวิธีเช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซึ่งเป็นวัคซีนขั้นพื้นฐานที่สามารถฉีดได้ตั้งแต่เป็นเด็กทารก

แต่คนส่วนใหญ่ชอบมองข้ามไป ละเลยการป้องกันโรคชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และคนส่วนใหญ่เช่นกันที่ไม่รับรู้ว่าโรคนี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน จึงทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการป้องกันนั้นป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่ายๆ แม้แต่การดื่มน้ำแก้วเดียวกันกับผู้ติดเชื้อก็สามารถเป็นโรคนี้ได้แล้ว และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือเป็นต้นต่อของภัยร้ายที่ชื่อว่าโรคมะเร็งตับ

ซึ่งอาการสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ แรกเริ่มจะไม่ค่อยแสดงอาการมากนัก หลายคนมักจะรู้ตัวเมื่อสายไปแล้ว หากไม่มีการไปตรวจสุขภาพ หรือหมั่นเช็คร่างกายของตัวเองให้ดีพอ ไวรัสตับอักเสบที่มักพบมากในประเทศไทยคือไวรัสตับอักเสบชนิดบี  ซึ่งเป็นไวรัสที่พบในเลือดและสารคัดหลั่ง และสามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การแพร่จากแม่สู่ลูกตั้งแต่เกิด หากคุณมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยตลอดเวลา ตัวเหลือง ก็จงระวังไว้ว่าเซลล์ตับของคุณเริ่มถูกทำลายแล้วหละ ในทางที่ดี

เราควรจะป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ การฉีดวัคซีน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเบื้องต้น และสามารถฉีดได้ตั้งแต่คุณยังเป็นเด็กทารก แต่หากเริ่มโตแล้ว ก็มีวัคซีนสำหรับวัยรุ่นช่วงอายุ 11-15 ปี ที่มีการให้แบบ 2 เข็ม ระยะห่างกันประมาณ 6 เดือน และสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปี ขึ้นไป จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ครั้งละ 1 มล. จำนวน 3 ครั้ง โดยทั้งหมดจะสามารถลดการเกิดโรคได้มากกว่า 10 ปี

หลังจากนั้นก็ควรหมั่นดูและรักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และออกกำลังหายให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อจากผู้อื่น และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากเป็นโรคร้ายจะได้รักษาได้ทันเวลา แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้หลายคนสามารถหายขาดได้เองจากการทำตามที่แพทย์แนะนำ บวกกับการพักผ่อนให้เพียงพอ รู้แบบนี้แล้วก็ไม่ควรที่จะละเลยสุขภาพกันนะ ก่อนที่มันจะสายเกินไปในการดูและตับของเรา