ใครที่อยากมีผิวขาวๆจนเพื่อนทักเชิญทางนี้

สาวๆคนไหนที่อยากมีมีผิวที่ขาวใส และใช้งบไม่แพงเชิญมาทางนี้เลยค่ะเพราะเราจะมาบอกสูตรวิธีที่เราทำขาวใสภายในไม่กี่วัน   โดยส่วนตัวเราเป็นสาวโรงงานที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกันจะให้ของแพงๆๆราคาหลายๆพันเราก็ไม่ไหวค่ะ  เพราะว่าชีวิตสาวโรงงานบางทีเราต้องเจอทั้งแดดที่แรงเหมือนกัน  จนทำให้ผิวเสีย ดำ  

สูตรขมิ้น+ นมจืด เราจะมาบอกสูตรที่พอกผิวด้วยขมิ้นกับนม    ก่อนอื่นเราต้องเตรียม ขมิ้นสดแล้วเอาไปทำความสะอาดล้างด้วยน้ำเปล่า  แล้วนำมาปอกเปลือกแล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ สักหนึ่งกำมือ แล้วเอาปั่นในเครื่องปั่น หรือถ้าใครไม่สะดวกปั่นเราก็เอาขมิ้นสดที่เป็นผงมาแทนก็ได้นะค่ะ 

จากนั้นใส่น้ำมะนาวหนึ่งลูก ตามด้วยน้ำผึ้งหนึ่งช้อน นมสดหนึ่งกระป๋อง แล้วตามด้วยดินสอพองประมาณ 4 ก้อน  จากนั้นนำส่วนผสมมาบดหรือปั่นรวมกัน ให้เป็นเนื้อเดียวกัน  จากนั้นเราก็ไปทำความสะอาดผิวกาย  จากนั้นเราก็นำส่วนผสมที่เราทำไว้เมื่อสักพัก  เอามาพอกที่ตัวเรา ตามที่เราต้องการ ทางทั้งตัวเลยค่ะ จะได้ผิวสวยๆ เช่นแขนขา หลังจากที่เราพอกเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 15 นาทีหลังจากนั้นเราก็ล้างด้วยน้ำเปล่า จากนั้นเราจะได้ผิวที่เนียนนุ่ม ขาวเลยล่ะค่ะ 

สูตรเบกกิ้งโซดา + มะขามเปียก  +นมสด   สูตรนี้ทำได้ผิวหน้าและตัวเลยนะค่ะ วิธีทำเราเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาแล้วเอาน้ำมะขามเปียกหนึ่งช้อนชา  แล้วก็นมสดครึ่งแก้ว จากนั้นนำมาผสมกันจะได้เนื้อที่เหลว พอเราผสมเสร็จเราก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวให้สะอาด หรือว่าเราจะอาบน้ำอุ่นนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก

เพราะเราจะเปิดผิวเราเปิดรูขุมขนทำให้ผิวเราเตรียมพร้อมหรือว่าเราจะใช้ใยบวบมาขัดตัวเพื่อที่เรานั้นจะเปิดผิวเรา จากนั้นเราก็นำส่วนที่เราผสมไว้นั้นมาพอกที่ตัวเรา อันนี้เราสามารถนำมาทาที่หน้าเราได้ หรือเราจะทาที่ตัวเราต้องการความขาวใส เราก็ทาตรงนั้นแล้วทิ้งไว้สัก 15 นาที หลังจากที่เรานั้นทาเสร็จเรียบแล้วทิ้งไว้ตามเวลา จากนั้นเราก็ล้างน้ำสะอาดอีกทีหนึ่ง คราวนี้เรามาดูความขาวใส หลังจากที่เรานั้นทำความสะอาดเรียบร้อย เรามาดูความเปลี่ยนแปลง ของผิวเรา ผิวของเราจะขาว สวย ใส 

เป็นไงบ้างค่ะสาวๆสูตรที่เราให้ไป ลองไปทำดูนะค่ะ ประหยัดด้วย เราสามารถหาได้ตามบ้านหรือตามท้องตลาดทั่วไป แถมเป็นสมุนไพรอีกทั้งไม่ทำร้ายผิวของเราด้วยไม่ต้องไปเสียตังเข้าสปาที่แพงๆกันหรอกค่ะ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

คุณคิดว่าการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อบนถนนจะช่วยป้องกันอันตรายจากเชื้อไวรัสได้จริงหรอ

            ก่อนหน้านี้เราคงจะเห็นข่าวกันว่ารัฐบาลได้มีการนำกองกำลังทหารออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามถนนหนทางต่างๆในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี 4 เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งอาจจะมีการติดตามพื้นดินหรือตามสถานที่ต่างๆที่ผู้ติดเชื้อเองอาจจะเคยไปใช้บริการมาก่อนซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกคืนโดยจะมีทางเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ดำเนินการเดินฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ

แต่คนอาจจะเคยสงสัยว่าการกระทำเช่นนี้มันสามารถช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้จริงหรอซึ่งถ้าตามหลักของความเป็นจริงแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านั้นจะช่วยได้เพิ่มเมื่อเราฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อไปแล้วหากมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าป้ายน้ำลายหรือเมื่อนำสารคัดหลั่งมาป้ายตามพื้นผิวต่างๆอย่างไรเสียเชื้อโรคก็จะยังคงอยู่ตรงบริเวณที่ผู้ติดเชื้อนำมาป้ายหากใครไม่รู้แล้วมาจับโดนบริเวณนั้นก็จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทันทีดังนั้นการที่ทางรัฐบาลนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดให้ประชาชนเพื่อต้องการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น

ถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองน้ำยาเป็นอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าฉีดพ่นในตอนกลางคืนเมื่อเช้าขึ้นมาผู้คนเดินสัญจรไปมาเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครบ้างที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วเชื้อไปติดอยู่ตรงไหนบ้างดังนั้นการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนกลางคืนจึงถือว่าไม่สามารถช่วยคุ้มครองประชาชนได้แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุอีกด้วยที่สำคัญหากว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

พึ่งมีการปล่อยสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคออกมาไม่ว่าจะมาจากทางน้ำลายหรือจากทางเสมหะการที่เราไปฉีดพ่นโดนสารคัดหลั่งเหล่านั้นโดยที่จะคัดหลังยังเปียกอยู่จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายไปมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งวิธีการนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับประชาชนติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำดังนั้นสิ่งที่ประชาชนจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสด้วยตนเองก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยการสวมใส่ถุงมือและการล้างมือบ่อยๆรวมถึงการใช้เจลล้างมือ  

และพยายามไม่จับสิ่งของร่วมกับผู้อื่นรวมถึงการเว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เมตรสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยประชาชนให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ดีกว่าการที่รัฐบาลออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนหลังเที่ยงคืนอีก อย่างไรก็ดีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังสามารถมีประสิทธิภาพได้หากเราฉีดในพื้นที่ปิดเต้นตามบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ซึ่งมันเป็นการเชื้อไวรัสเบื้องต้นที่จำเป็นต้องมีการทำ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

เทคนิคการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ใครๆก็รู้จักและคนไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคนี้กัน ปัจจุบันเราให้โรคเบาหวานเป็นโรคยอดฮิตอันดับต้นๆที่ตรวจเจอรองจากโรคมะเร็ง  โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและการไม่รู้จักดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เรามีเทคนิคการดูแลตัวเองง่ายๆมาฝากกันคะ

ต้องไม่อยู่คนเดียว :  ผลจากการวิจัยพบว่าการอยู่คนเดียวทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้สูงมากกว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  เพราะการอยู่คนเดียวคุณมักจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ เช่นการกินข้าวหรือขนมหวานเยอะเกินความจำเป็นของร่างกาย ถ้าคุณได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นยิ่งกับกลุ่มที่รักสุขภาพด้วยแล้วพวกเค้าจะคอยเตือนสติให้คุณบริโภคแต่อาหารที่มีประโยชน์และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง : ในแต่ละวันคุณควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉลี่ยแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง กรณีที่คุณนอนน้อยเกินไปหรือมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณทำให้ไม่สามารถผลิตสารเคมีที่ป้องกันโรคขึ้่นมาได้ บางรายเกิดมีอาการหิวต้องการบริโภคอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นด้วย 

ไม่กินอาหารจังก์ฟู้ด (Junk Food)  :อาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากนัก ส่วนประกอบหลักๆจะเน้นพวกเป็นแป้ง ไขมันและน้ำตาล   เมื่อบริโภคเข้าไปมากๆร่างกายจะนำไปสะสมไว้รูปแบบของไขมัน ถ้าไขมันในร่างกายของคุณมีมากกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้คุณก็จะกลายเป็นโรคอ้วนซึ่งทำให้มีภาวะเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน

เน้นกินผักผลไม้ที่มีกากใยสูง :  ในแต่ละมื้ออาหารคุณต้องเน้นทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง เพราะนอกจากที่คุณจะได้วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการแล้ว กากใยอาหารยังช่วยเรื่องดักจับไขมันและช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารทำให้คุณขับถ่ายได้ง่ายไม่เป็นโรคท้องผูก แต่ผลไม้ที่คุณทานต้องไม่มีรสชาติหวานจนเกินไป

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  :  คุณควรจัดตารางการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3-5 วัน โดยใช้เวลาวันละไม่ต่ำกว่า 30นาที  เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้อินซูลินในร่างกายทำงานได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

สุดท้ายนี้ถ้าคุณเริ่มลงมือปฎิบัติตัวตามเทคนิคที่เราแนะนำไว้ด้านบน เชื่อว่าคุณจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ถ้ารักตัวเองก็อย่ารอเวลารีบหันมาดูแลสุขภาพกันคะ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

การป้องกันจากโรคเอดส์

             โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเสื่อมสภาพ ซึ่งเกิดจาการที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีมานั้นเอง ดังนั้นก่อนที่จะสายโรคเอดส์นั้นมีวิธีการป้องกันตัวเองมากมาย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อคนที่ชอบเที่ยวเปลี่ยนคู่นอน ควรที่จะเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคเอดส์ ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีจำนวนคนมากมายที่มีเชื้อเอดส์ เกิดจาการที่ไม่รู้จักป้องกันตนเองเวลาไปเที่ยวกัน เรามาดูกันว่าวิธีการป้องกันตนเองนั้นมีอะไรกันบ้างที่ทุกคนควรเรียนรู้จักการป้องกันไว้

1.ควรหลีกเลี่ยงจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น  การไม่ใช้ฉีดยาร่วมกับคนอื่นถือว่าทุกคนควรใส่ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราพลาดไปใช้ร่วมกับคนอื่น โดยที่เราไม่รู้ว่าเขามีเชื้อเอดส์อยู่อาจส่งผลให้เราติดเชื้อเอดส์มาจากเขาได้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการใช้เข็มฉีดร่วมกกัน

2.ควรรู้จักการใช้ถุงยางอนามัย  เป็นสิ่งที่ควรทำสำหรับคนที่ชอบเที่ยวหาคู่นอนเป็นประจำ หากเกิดการมีเพศสัมพันธ์กันควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นเอดส์นั้น ล้วนเกิดจากการไม่ใส่ถุงยางอนามัยกัน ทำให้ได้รับเชื้อเอดส์มาโดยไม่รู้ตัวกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โรคเอดส์มีมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

3.การป้องกันโดยการกินยาต้านเชื้อเอชไอวี  ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีได้ดี แต่ทุกครั้งที่จะกินยาตัวนี้ควรต้องไปปรึกษาทางหมอก่อนเสมอ แต่รับรองว่าการกินยาต้านเชื้อนั้นสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นยาที่กินไปแล้วสามารถช่วยไม่ให้เชื้อเอชไอวีที่ติดเรามาไปลุกลามส่วนอื่น ๆของร่างกายเรา 

4.การพาคู่รักไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ  เป็นสิ่งที่คนมีคู่ควรใส่ใจกับเรื่องตรวจสุขภาพกัน หากใครไม่ไว้ใจกับคนรักของตนเอง เพราะบางที่อาจไปแอบนอนกับคนอื่นแล้วได้รับเชื้อเอชไอวีมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรพากันไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นกันป้องกันและยังเป็นการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย หรืออาจจะไปซื้อ  ชุดตรวจ hiv  เพื่อมาตรวจและถือว่าเป็นการป้องกันในระดับหนึ่ง

5.การป้องกันเชื้อเชไอวีในช่วงตั้งครรภ์  เป็นสิ่งที่คนท้องที่รู้ตังเองว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แต่เกิดการตั้งท้องขึ้นมา ต้องควรไปปรึกษากับทางหมอ เพื่อจะได้ให้กินยาต้านเชื้อเอชไอวีไม่ให้เชื้อไปติดลูกเราได้ เป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้ลูกที่คลอดออกมานั้นได้รับเชื้อในระหว่างการคลอดออกมา 

เครื่องช่วยฟังมีผลต่อเสียงที่ได้ยินอย่างไร

เสียงที่เราได้ยินในทุกๆวันนั้นมันช่างวิเศษจริงๆ เพราะบางคนคงนึกไม่ถึงหรอกนะว่าหากเราไม่ได้ยินเสียงนั้นจะเป็นเช่นไร เสียงที่เราได้ยินในตอนเช้าหรือตอนตื่นนอน เสียงที่มีความไพเราะหรือการฟังเพลง เสียที่น่าเบื่อหรือทำให้เรารู้สึกโมโห ทุกๆการกระทำทุกๆเสียงมันมีข้อดีของมันในบางครั้งเสียงอาจจะทำให้เราเสียใจแต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงเหล่านั้นที่เราได้ยินจะไม่ทำให้เรายิ้มได้ แต่หากเราปราศจากเสียงเหล่านี้แล้วมันเป็นการแย่ไปเสียงหมด 

คุณลองคิดเล่นๆนะว่าหากเราไม่ได้ยินเสียงเราจะทำอย่างไร

ในทางความคิดหากลองเป็นคนที่ไม่ได้ยินอะไรเลย ในเช้าวันใหม่เราคงไม่ได้ยินเสียงของนาฬิกาปลุก ไม่ได้ยินข่าวจากรายการทีวี หรือมือถือหรือการสื่อสารในด้านที่เป็นรูปแบบของเสียง ซึ่งหากมองขจากภาพก็คงเดาได้ยากว่าเขาสื่อถึงอะไร ในการเดินทางไปทำงาน หากมีการขับรถไปเองก็ยังถือว่าโชคดีหน่อย แต่หากเป็นการเดินทางเท้าและต้องขึ้นรถเมย์ล่ะ เพียงแค่นึกภาพก็แย่แล้วนะว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ในทางเท้าคงไม่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซต์ที่ขับขี่อย่างเร่งรีบแน่นอน และยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว มันขี่บนฟุตบาททางเดินด้วยซ้ำ นึกภาพไม่ออกจริงๆว่าเราจะเจอกับอะไรที่มันแย่ไปกว่านี้อีกไหม 

สำหรับการเดินทางขึ้นรถยังไม่จบเราจะต้องฟังเสียงที่บอกถึงที่หมายปลายทาง หากเราไม่ได้ยินก็คงต้องคอยสังเกตุสถานที่ให้ดีๆ อย่าคิดไปเส้นทางที่ไม่เคยไปนะ มีหลงแน่ๆดังนั้นเราคงจำเป็นต้องจำลักษณะของสถานที่ที่เราควรจะลงให้แม่นยำ หลังจากนั้นเป็นการทำงานคงคุยกับสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยลำบาก เพราะเค้าพูดเราก็ไม่ได้ยิน แถมเราจะคุยกับเขาก็ไม่สามารถตอบโต้ได้ เพียงแค่คิดว่าครึ่งวันของการไม่ได้ยินเสียงนั้นก็แย่มากแล้วแหละ 

ซึ่งคนที่ไม่ได้ยินเหล่านี้ไม่สามารถทำงานร่วมกับใครได้ ดังนั้นจึงมีการผลิต เครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นตัวช่วยในการสิอสารทุกๆอย่างทำให้เราอยู่กับสังคมแบบคนปกติได้ 

ในทางกรณีที่เราได้ใช้อุปกรณ์ที่เป็นตัวช่วยให้เราได้ยินนั้น เราสามารถตื่นนอนในตอนเช้าและได้ใช้ชีวิตแบบคนที่ได้ยินเสียงแบบปกติ ซึ่งต้องบอกว่าได้ยินเสียงคนที่คุณรักในตอนเช้า ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ได้สื่อสารคุยประสานเกี่ยวกับงาน ได้ปลอดภัยในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางเดินเท้าหรือขึ้นรถเดินทาง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วทำให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ออรัล เซ็กส์ ความสุขที่อาจมาพร้อมกับโรคร้าย

ออรัล เซ็กส์ นับว่าเป็นเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ที่เป็นการทำให้คู่รักนั้นได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและยังสามารถทำให้คู่รักเหล่านั้นเพลิดเพลินไปกับการมีเซ็กส์อีกด้วย แต่ว่าในบางครั้งวิธีการทำออรัลเซ็กส์บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆได้มากมายอย่างโรคติดเชื้อเอชพีวี โรคซิฟิลิส และยังรวมไปถึงโรคเอดส์เพราะฉะนั้น ก่อนมีกิจกรรมทางเพศด้วยวิธีการแบบนี้ ควรศึกษารายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแล้วก็วิธีการทำออรัลเซ็กส์อย่างปลอดภัย

ออรัล เซ็กส์ คือ อะไร ?

ออรัล เซ็กส์ คือ การใช้ช่องปาก ริมฝีปาก หรือลิ้น กระตุ้นรอบๆอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง ทวารหนัก หรือส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณดังกล่าวข้างต้นเพื่อคู่รักเกิดอารมณ์ ซึ่งทำได้ทั้งคู่รักเพศเดียวกันแล้วก็คู่รักต่างเพศ จากสถิติบางส่วนพบว่ากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มของผู้คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุโดยประมาณ 18-44 ปี เคยผ่านวิธีการทำออรัลเซ็กส์อย่างต่ำ 1 ครั้งกับคู่นอนที่เป็นเพศตรงข้ามของตัวเอง และก็ยังมีการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นหนึ่งบอกว่า วัยรุ่นชายหญิงที่มีอายุโดยประมาณ 15-17 ปีกว่าร้อยละ 33 เคยทำออรัลเซ็กส์กับคู่นอนที่เป็นเพศตรงข้ามของตัวเอง ซึ่งโดยรวมแล้วคู่รักในวัยต่างๆมีแนวโน้มทำกิจกรรมดังกล่าวกันเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วย

ความเสี่ยงที่อาจมาพร้อม ออรัล เซ็กส์

วิธีการทำออรัลเซ็กส์นั้นบางทีอาจเป็นช่องทางส่งผ่านเชื้อโรคบางประเภทได้ โดยเชื้อโรคและก็โรคร้ายที่อาจมาพร้อมด้วยกิจกรรมนี้ ดังเช่น

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV)

เป็นเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคเอดส์ โดยผู้กระทำออรัลเซ็กส์อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นถ้าหากมีแผลในปาก มีเลือดออกที่เหงือก มีแผลที่อวัยวะเพศ ปากสัมผัสกับเลือดประจำเดือน หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆอยู่ แม้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคเอชไอวีจากวิธีการทำออรัลเซ็กส์นั้นมีน้อยก็ตาม แต่ว่าก็ยังสรุปแน่ชัดไม่ได้ เพราะว่าข้อมูลการศึกษาค้นคว้าวิจัยโดยตรงในด้านนี้มีน้อยมาก อีกทั้งคู่รักส่วนมากก็ทำออรัลเซ็กส์แล้วก็มีเพศสัมพันธ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

เชื้อเอชพีวี (HPV)

เป็นเชื้อไวรัสที่มีมากยิ่งกว่า 170 สายพันธ์ุ ติดต่อกันได้อีกทั้งจากวิธีการทำออรัลเซ็กส์และก็การมีเพศสัมพันธ์แบบต่างเพศแล้วก็รักร่วมเพศ ซึ่งเชื้อไวรัสดังกล่าวบางทีอาจเป็นต้นเหตุของโรคร้ายหลายประเภท ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งช่องปาก โรคมะเร็งลำคอ หรือหูดที่อวัยวะเพศ ฯลฯ แต่ว่าในบางครั้งการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีบางทีอาจไม่ทำให้ปรากฏอาการใดๆเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากสงสัยว่าตนเองหรือคนรักอาจติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ควรจะงดเว้นกิจกรรมทางเพศแล้วไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

Honda LS 125 รถกระแสสุดสวยที่มาแรง

LS มันก็ถูกพัฒนามาจากแดชนั่นแหละพูดง่ายๆมันก็คือแดชรุ่นพัฒนา

ซึ่งทุกคนต้องรู้จักแดชถ้าใครเป็นพวกเล่นรถมอเตอร์ไซต์ต้องรู้จักฮอนด้าโนวาแดชแน่นอน จะเด็กน้อยผู้ใหญ่ คนแก่ใกล้ตายต้องรู้จักหมดทุกคน แล้วต้องรู้ด้วยว่าไอ้เจ้าแดชมันเป็นยังไงมันไม่ธรรมดายังไง ซึ่งผมเคยมีแดชอยู่คันนึงมันแรงนะเว้ยท่านผู้ชมมันแรงจริงๆ แล้วตัว LS มันเป็นตัวพัฒนามาจากแดชคิดดูสิแม่งจะแรงขนาดไหนอ่ะ ก็เห็นมีคนเอาไปปรับแต่งเอาไปทำอะไรก็วิ่งจมไมล์นะวิ่งได้ 200 แต่เดิมๆไม่เคยเขาวิ่งกันนะ

แต่คิดว่า 160-180 นี่ต้องมาแน่นอนไม่ว่าจะเป็นตัวใหม่หรือตัวเก่า ขึ้นชื่อว่า LS แล้วแรงแน่นอนครับ สำหรับราคาในปัจจุบันนี้ก็ยังค่อนข้างจะแพงอยู่นะครับ แต่ถ้าไม่มีเล่มไม่มีอะไร 3000 ก็น่าจะซื้อไม่ได้ ราคา3000ซื้อไม่ได้นะครับสำหรับในกรุงเทพหรือภาคกลาง แต่ในภาคอื่นผมไม่รู้นะ ที่เคยเห็นในกลุ่มที่ขายๆกันก็ 5000อัพนะครับ

สำหรับรถไม่มีเล่มแต่ถ้ารถมีเล่มก็จะ 7-8000ขึ้นไป แต่ส่วนมากก็จะเป็นทะเบียนขาดโอนได้หรีอไม่ได้ก็แล้วแต่ดวงของใครของมันนะครับ LS เนี่ยเป็นรถที่พบหาได้ค่อยข้างจะง่ายเลยนะครับทุกที่ในประเทศไทยไม่ว่าจะไปไหนก็เจอ สมกับที่เป็นรถยอดนิยมจริงๆ มันนิยมมากเลยนะเว้ยท่านผู้ชม นิยมตั้งแต่อดีตปัจจุบันก็ยังนิยมกันอยู่ คนเล่นเยอะมากเล่นเยอะแยะทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด

ที่เป็นข่าวโดนยึดรถยึดอะไรมันต้องมี LS ติดไปด้วยแน่ๆเลย และเวลาสงกรานต์เราก็จะเห็นกันเยอะมากเยอะที่สุดเลยก็จะเห็นมี LS กับโนวาแดชในช่วงเทศการสงกรานต์นะครับ ไม่ว่าจะปีไหนก็จะเห็นแต่ LS กับ แดช ใส่ปลายปืนมาวิ่งกันนะ เห็นทุกปีทุกที่ด้วยซ้ำเวลาเราออกทริปก็จะพบเจอได้ง่ายแล้วมันก็ไม่ค่อยจะไปอยู่ท้ายแถวเหมือนพวกเราซักเท่าไหร่ คือส่วนตัวเนี่ยผมจะชอบอยู่ท้ายๆเพราะว่ากลัวรถพังแล้วจะเป็นภาระเขา

แต่ LS เนี่ยแค่ 125CC นะครับ มันหวดกับรุ่นใหญ่อย่าง VR KR แกรมม่า NSR สบายๆพูดเลย คือมันไม่เหนือบ่ากว่าแรงอะไรของมันเลยนะ แล้วจานเบรคหน้าของ LS เนี่ยออกแบบมาให้ใหญ่กว่าแดชให้ดูออกมาเวอร์วังอลังการกันเลยคือแดชก็ชอบเอาของ LS ไปใส่นะครับ คือใส่แล้วก็ต้องปั้มยกคาลิปเปอร์ของ LS ไปด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

ปวดแบบไหนใช้ “ยาพาราเซตามอล” ไม่ได้เรื่อง ?


ลักษณะของการปวดแบบแปลกๆ

กลุ่มที่มีลักษณะแปลกไปจากลักษณะของการปวดทื่อๆ ปวดจากเยื่อ หรือลักษณะของการปวดที่กดแล้วเจ็บ ได้แก่
– ลักษณะของการปวดเสมือนไฟช็อต
– ลักษณะของการปวดร่วมกับเสียวแปลบๆเป็นพักๆ
– ลักษณะของการปวดแสบ ปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดร่วมกับอาการชา
– ลักษณะของการปวดแสบปวดแสบปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดเสมือนมีเข็มเล็กๆทิ่มแทง

ปวดศรีษะที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

ส่วนมากลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลายครั้งแบบไม่ทราบต้นสายปลายเหตุมักมีเหตุมาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากเกินขนาด มากถึงกว่า 15 วันต่อเดือน หรือราว 2 – 3 เดือนต่อเนื่องกัน แนวทางดูง่ายๆ ว่าลักษณะของการปวดหัวจากไมเกรนที่มากถึงเดือนละ 3 – 4 ครั้ง หรือมีลักษณะอาการปวดศีรษะจากความเคร่งเครียดที่มีลักษณะเหมือนถูกบีบรัดสูงถึง 15 วันต่อเดือน ซึ่งลักษณะของการปวดหัวในลักษณะอย่างงี้ถึงรับประทานยาพาราเซตามอลเข้าไปก็ไม่ช่วยทำให้หายปวด ทั้งจะมีผลให้ลักษณะของการปวดทวีความร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีลักษณะก็เลยจำเป็นต้องรีบเดินทางไปหาหมอเพื่อหาสิ่งที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่จริง และรับยาที่ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดที่เหมาะสมแทนยาพาราเซมอลก็เลยคงจะได้ผลมากยิ่งกว่า

ปวดขั้นร้ายแรง

ลักษณะของการปวดขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากอวัยวะภายใน ซึ่งทางด้านการแพทย์จะมีมิเตอร์ระดับความเจ็บปวดอยู่ที่ 0 – 10 ระดับ ระดับ 0 คือ ไม่มีลักษณะของการปวดเลย ส่วนระดับ 10 ก็คือ มีลักษณะอาการปวดมากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ปวดถึงขนาดดิ้นรนแบบทรงตัวไม่อยู่ ถ้าหากหมอประเมินแล้วว่าคนไข้มีการเจ็บไข้อยู่ในระดับตั้งแต่ 7 ขึ้นไป เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดแผลผ่าตัด ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากโรคมะเร็งบางประเภท ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไปจนกระทั่งการปวดไมเกรนหนักๆ ลักษณะของการปวดกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลช่วยทุเลาได้ ต้องใช้ยาพาราในกลุ่มทรามาดอลรวมทั้งมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์หยุดการปวดขั้นร้ายแรงได้ แม้กระนั้นก็เป็นยาที่ส่งผลใกล้กันอยู่มากมาย จำต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมของหมอ หรือเภสัชกรแค่นั้น

เจ็บท้องจากโรคกระเพาะและท้องเดิน

ลักษณะของการปวดท้องก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลักษณะของการปวดที่สร้างความสับสนให้กับคนป่วยที่จะเลือกใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เช่น เจ็บท้องเพราะว่าท้องร่วง เจ็บท้องที่เกิดขึ้นจากลำไส้บีบตัว เจ็บท้องจากโรคกระเพาะ ไปจนกระทั่งลักษณะของการปวดแน่นหน้าอก หรือปวดรอบๆ กระเพาะเพราะเป็นกรดไหลย้อน โดยลักษณะของการปวดในกลุ่มนี้ไม่อาจจะใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เพราะว่าเป็นกรุ๊ปลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นจากความแปลกของระบบประสาทแล้วก็ระบบไส้ที่มีความผันแปร หรือมีเหตุมาจากการที่ก๊าซอยู่ในกระเพาะมากมาย ซึ่งยาที่จะช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดจำพวกนี้ได้ก็คือยาลดกรด

การดูแลเด็กที่เป็นโรคหูหนวก

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการหูหนวกนั้นมักจะเกิดมาก่อนที่จะเด็กจะเกิดคือ การมีอาการผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่

โดยมีเหตุผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น ขณะที่ตั้งครรภ์แม่อาจจะประสบอุบัติเหตุ หรือขณะตั้งครรภ์แม่ทานยาที่มีผลต่อเด็กในครรภ์แล้วไปกระทบอวัยวะภายในหูของลูก หรือแม้แต่ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของตัวลูกเองตอนอยู่ในครรภ์ ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้เมื่อคลอดออกมาก็จะมีปัญหาตามมามากมาย เช่น

-ปัญหาด้านภาษา จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เด็กที่หูหนวกมาตั้งแต่เกิดจะมีปัญหาการพุดไม่ได้พ่วงด้วย เพราะเด็กจะไม่ได้ยินในส่งที่เราพูดหรือจะสื่อสารด้วย ทำให้เขาไม่เข้าใจและไม่สามารถที่จะทำตามได้ เมื่อเราสอนที่จะให้เข้าพูดแต่ถ้าเขาไม่ได้ยิน เขาก็จะไม่สามารถพูดตามเราได้จึงเป็นที่มาของเด็กที่หูหนวกมักจะเป็นใบ้ควบคู่กันเสมอ

-มีปัญหาด้านการเข้าสังคม เพราะเด็กที่เป็นใบ้มักรับรู้ได้ถึงความแตกต่าง และหากเขาไปอยู่ในสังคมที่เปิดโอกาสไม่ยอมรับคนหูหนวกจะทำให้พวกเขารู้สึกเครียดและน้อยใจได้ และที่สำคัญเด็กเหล่านี้มักจะถูกเด็กที่ปกติกลั่นแกล้งเสมอ

-มีปัญหาด้านอารมณ์  อย่าลืมว่าเด็กที่หูหนวกมักจะสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจลำบาก ทั้งตัวเขาเองก็ไม่ได้ยินที่เราพูดและตัวเราที่อาจจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อไม่ครบถ้วน ดังนั้นเด็กมักจะมีการปรวนแปรทางด้านอารมณ์มากกว่าเด็กปกติเป็นพิเศษ เช่นมักโกรธและหงุดหงิดง่าย และมักจะชอบให้คนอื่นมาคอยเอาใจตามใจ และหากเด็กไปเจอกับสังคมที่ยังไม่เปิดรับคนหูหนวกได้หรือไปเจอคนที่มีการแสดงท่าทางรังเกียจเด็กที่เป็นโรคหูหนวก อาจจะกลัวการเข้าสังคมเพราะความอาย หรือบางครั้งอาจทำให้เด็กมีปัญหาสุขภาพจิตได้

-สำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยินหรือเป็นโรคหูหนวกนั้นต้องการความรักความเอาใจใส่เป็นพิเศษจากพ่อแม่ ดังนั้นหากเขาสังเกตเห็นพฤติกรรมของพ่อหรือแม่หรือคนในนครอบครัว มีอาการรังเกียจเขาจะทำให้เด็กคิดมากกลายเป็นเด็กขาดความอบอุ่นได้

 ดังนั้นเราจึงควรให้ความรัก ความอบอุ่นกับเด็กให้มากที่สุดแสดงให้เขาเห็นว่าเขามีความสำคัญต่อทุกคนในครอบครัว

และปัญหาที่เขากำลังเป็นอยู่ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการใช้ชีวิตของเขาเลย

เราสามารถแก้ไขปัญหาการได้ยินนี้ได้ด้วยการให้เขาช่วยเครื่องช่วยฟัง เพราะจะช่วยให้เขาสามารถได้ยินเสียงและสามารถตอบโต้กับคนอื่นได้

พยายามพูดคุยกับเขาอย่างสม่ำเสมอด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และพยายามพาเขาออกไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นบ่อยๆ เพื่อให้เขาเคยชินกับการเข้าสังคมและอยู่กับสังคมภายนอกได้อย่างมีความสุข

 

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา
กรดไหลย้อนในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยปะละเลยไม่สนใจให้หายเอง ก็จะยิ่งทำให้กรดไหลย้อนนั้ก่อให้เกิดแผลในหลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ทำให้การกลืนอาหารลำบากขึ้น กลืนอาหารรู้สึกติด กลืนลำบาก หรือในบางรายจากกรดไหลย้อน แผลในหลอดอาหาร ก็อาจถึงขั้นเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารเลยก็ได้ เพราะหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนกับการซื้อยารับประทานเอง
การซื้อยาตามร้านขายยามารับประทานเอง ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ถือเป็นการดูแลตัวเองในเบื้องต้น แต่จะให้ดีควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใด เพราะในปัจจุบันโรคต่างๆ ได้พัฒนาขึ้น และมีอาการใกล้เคียงกันมาก วึ่งอาจจะไม่ได้แปลว่าอาการที่รู้สึกเป็นอาการกรดไหลย้อนเสมอไป ดังนั้น การซื้อยาลดกรดมารับประทานแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะยาต่างๆ ถ้ารับประทานนานๆ หรือบ่อยๆ ก็คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน

การตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน
ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะเจาะจงกับกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางหน้าอก เรอเปรี้ยวในระยะแรกอาจไม่ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาลดกรดคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยที่หากมีการตอบสนองต่อการรักษาดี ก็มีโอกาสที่จะสรุปวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

แต่หากรักษาเบื้องต้นโดยการให้ทานยาลดกรด กับปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่หาย หรืออการคงเดิม ก็ต้องทำการตรวจขั้นตอนต่อไป โดยการตรวจที่แนะนำ คือ การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อดูว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ ในกรณีที่ต้องการผลการวินิจฉัยที่แน่นอนเพื่อวางแผนการรักษาในขั้นตอนถัดไป แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง