cardio คืออะไร ทำไปทำไม

คาร์ดิโอ  เป็นการออกกำลังกายโดยเป็นการที่เราออกกำลังกายอย่างเป็นประจำนั่นเอง  เพราะว่าการที่เราออกกำลังกายเนื่องมาจาการที่จะทำให้หัวใจของเรารู้สึกได้ถึงความสูบฉีดของเลือดนั่นเองเพราะว่าการที่เราออกกำลังกายอย่างเป็นประจำก็คือการที่เราเหมือนกับการที่เราเต้นแอโรบิกแบบนั้นเลยค่ะ  เพราะว่าเป็นการที่เราที่เรากระตุ้นเกี่ยวกับเลือดไหลเวียนของร่างกายให้ออกมาเป็นการเผาผลาญ

เพื่อที่จะเป็นการส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำให้หัวใจของเราแข็งแรง   การออกกำลังกายแบบไหนที่เราคิดว่าหรือว่ากำลังสงสัยอยู่กันว่าแบบไหนคือการที่เราออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ  การที่เราออกกำลังกายและทำให้ร่างกายของเรามีเลือดที่สูบฉีดนั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง  ว่ายน้ำ  ปั่นจักยาน  การตีแบดมินตั้น  หรือว่าจะเป็นการกระโดดเชือก  อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่าเป็นการที่เราออกกำลังกายและให้เรารู้สึกว่าหัวใจของเราเต้นแรงและเร็วมากขึ้นนั่นเอง  

      การที่เราออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประโยชน์อย่างมากเพราะว่าเป็นการที่ช่วยในเรื่องของการทำให้เราสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักได้นั่นเองและยังรวมไปถึงการที่จะทำให้ระบบเลือดของเราไหลเวียนได้ดีมากยิ่งขึ้น  การที่จะท้ำสมองของเราทำงานได้ดีอีกด้วย และสิ่งที่สำคัญคือการที่จะทำให้นอนหลับสนิทอีกด้วยนั่นเอง  

อย่างที่เราได้บอกได้ไปว่าการที่เราได้ออกกำลังในรูปแบบนี้เป็นการที่ทำให้เรามีหัวใจที่เต้นเร็วนั่นเอง และช่วยในเรื่องของการที่ทำให้เหงื่อออกได้ดีอีกด้วยนั่นเอง  ส่วนใครที่ต้องการที่จะออกกำลังกายในรูปแบบของคาร์ดิโอเป็นเรื่องที่ดีนั่นเอง  และเมื่อเราทำไปเป็นเวลาที่ติดต่อกันเราจะเห็นได้ว่าหุ่นหรือว่ารูปร่างของเราจะเป็นในแนวทางที่ดีมากขึ้นนั่นเอง

  และยังทำให้เลือดที่สูบฉีดไปเลี้ยงสมองของเราได้ดีอีกด้วย  และแม้การที่เราออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ช่วยกระตุ้นเกี่ยวกับร่างกายดังนั้นเมื่อใครที่รู้สึกว่าเราป่วยแล้วพึ่งฟื้นการที่เราจะออกกำลังกายอย่างคาร์ดิโอ้เป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะทำได้นั่นเอง  ดังนั้นเราก็ควรที่จะค่อยๆเป็นค่อยไปนั่นเอง  

ในการที่เราจะเล่นออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโอ้เราควรที่จะออกในอาทิตย์ 30 นาทีต่อการที่เราต้องออกกำลังกายคาร์ดิโอ้  หรือว่าจะเป็นการที่เราออก 60 นาทีต่ออาทิตย์ อาทิตย์ละสามวันนั่นเอง   และเมื่อเราต้องการที่จะคาร์ดิโอ้มากก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะช่วยเราได้นั่นเอง  และก็ยิ่งทำให้น้ำหนักของเรานั้นลดลงอย่างเร็วด้วยนั่นเอง  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยฮานอยวันนี้ออกอะไร

โรคกลัวตาย

โรคกลัวตายเป็นโรคทางการแพทย์ชนิดหนึ่งซึ่งเรียกชื่อทางการแพทย์ได้ว่าโรคแพนิก ซึ่งอาการแบบนี้เชื่อว่าหลาย ๆคนคงเป็นอยู่ หรืออาจจะเป็นแล้วหายแล้วหรือหายแล้วเป็นอีก ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกภาษาแบบเราๆว่าโรคกลัวตาย ซี่งคนเรานั้นปกติจะจิตวอกแวกอยู่แล้วอยู่ที่ว่าสมองและการสั่งการของแต่ละคนว่าไห้นึกถึงเรี่องนี้อยู่ไม่

ซึ่งหลายๆคนอาจจะนึกแล้วลืม แต่คนที่เป็นหนักมาก ๆถึงกับขนาดเครียดและไม่รับประทานอาหารเลย หรือรับประทานอาหารไม่ลงเลยทีเดียว เพราะเวลาจะทานอะไรก็นึกว่าจะมีอะไรมาติดคอหรือเปล่าจนทำไห้เสียชีวิต หรืออาจจะกลัวว่าแพ้อันนี้แล้วหายใจไม่ออก ซึ่งมันไม่ใช่เสมอไปนะ ว่าแพ้ ซึ่งการคิดมากหรือเครียดมาก ๆเนี่ยอาจจะทำไห้เราหายใจไม่สะดวกหรือหายใจติดขัดได้อย่างเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งอาจจะทำไห้เราที่กลัวตายอยู่แล้วนั้นคิดมากขึ้นไปเป็นอีกร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณ จนบางคนถึงขั้นกับไม่ยอมออกไปจากบ้านเลยเพราะกลัวโดนรถชนหรือเป็นไข้บ้างหล่ะ ซึ่งการกลัวตายมันก็ไม่แปลกอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ขอไห้ลืมมันไปถ้ามันถึงกับเป็นหนักมากถึงขนาดนี้ล่ะก็ควรไปพบจิตแพทย์ได้เลยค่ะ ถ้าปล่อยไว้นั้นเราอาจจะไม่มีความสุขในชีวิต ทำเอาคนรอบข้างนั้นจิตตกไปตามเราด้วย ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ ส่วนอาการแพนิกที่พบได้ทั่วไปก็คือ การจะนอนหลับแต่สมองเจ้ากรรมดันไปคิดถึงเรื่องที่เราจะตายยังไงนี่ล่ะสิ ถึงกับจิตตกวูบไปตาม ๆกัน

เพราะทำไห้เรารู้สึกไม่อยากที่จะเจ็บปวดกับร่างกายก่อนตาย ทำไห้เราคิดมากเป็นวัน ๆเลยทีเดียวเลยล่ะ หรือบางคน2-3วัน หรือบางคนนอนคิดทุก ๆคืนจนทำไห้นอนไม่หลับคิดจนที่ว่าเครียดนอนไม่ได้ กลัวนอนอยู่ดี ๆแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาก็มี ซึ่งถ้าใครมีอาการแบบนี้หรือมีอาการที่คิดว่าตัวเองหนักแล้วจริง ๆควรไปพบจิตแพทย์โดยด่วนค่ะ คุณหมอจะไห้คำแนะนำที่ดีมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้ชีวิตโดยการทำไห้จิตใจแจ่มใสไม่เครียดนั้นเป็นลาภอันประเสริฐเช่นเดียวกันกับการไม่มีโรคเช่นกัน ถ้าเราเครียดเราก็จะนอนไม่หลับทำไห้เราเสียสุขภาพจิตเปล่าๆส่วนโรคกลัวตายนั้น ใครมีอาการข้างต้น เช่นเครียดและกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านหรือถึงกับรับประทานอาหารไม่ลงเพราะกลัวตายล่ะก็ ขอไห้ไปพบจิตแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจจะทำไห้เราเสียสุขภาพจิตไปมากแล้วยังจะทำไห้เราเสียสุขภาพไปด้วยเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

โรคตาแดง

โรคในปัจจุบันนี้มีมากมายหลายชนิด  ทั้งที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้  เช่นโรคติดต่อทางสายตา  หรือเรียกว่า โรคตาแดง  เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคไม่ร้ายแรง แต่ติดต่อกันได้ง่าย หากรักษาไม่ถูกต้องอาจติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เสียดวงตาได้ ดูเหมือนคนเราส่วนใหญ่มองข้ามโรคติดต่อ  ตาแดงเป็นเรื่อง  ไม่อันตรายร้ายแรง 

เพราะคนเป็นกันบ่อยและหายขาดได้ง่าย โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยโรคตาแดง       จะมีอาการเคืองตา   คันตา  ปวดตา  น้ำตาไหล  ดวงตาไม่สู้แสงแดด  แสงไฟ  มีขี้ตาขึ้นข้างใดข้างหนึ่งก่อน  เมื่อขยี้ตาทำให้เยื่อตาแดง  หากขยี้ตาบ่อย ๆ มันจะลุกลามมายังดวงตาอีกข้างได้อย่างรวดเร็ว  เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อโรคตาแดง  มีโอกาสแพร่เชื้อตาแดง ให้กับคนอื่นได้รวดเร็วมาก  ติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย  จากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย  หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย  โรคตาแดงเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย  หากเกิดกับเด็ก  อาการติดเชื้อจะหายได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ 

เนื่องจากเด็กยังมีการรักษาความสะอาดยังไม่   ดีพอ และไม่ระมัดระวังในการดูแลตัวเองเท่ากับผู้ใหญ่  ทำให้อาการหายช้า และลุกลามเกิดทั้งสองข้าง       ได้ง่าย  โรคตาแดงจะมีอาการคันดวงตามาก  ผู้ป่วยจะชอบขยี้ตาด้วยมือ  ซึ่งมือของเราไม่สะอาด  มีเชื้อโรค  ไม่ล้างมือก่อนการขยี้ตา  ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย  หากอาการรุนแรงจนทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  ทำให้เยื้อดวงตาติดเชื้ออย่างรุนแรง  อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการตามัวลุกลาม จนทำให้ผู้ป่วยเสียดวงตาได้  

ไม่น่าเชื่อว่าแค่โรคตาแดงที่ทุกคนมองว่าเป็นโรคธรรมดาไม่ร้ายแรง  เกิดขึ้นได้ก็หายเองได้แค่ประมาณไม่เกิน 1-2 สัปดาห์  แต่ทุกคนลืมไปว่าโรคตาแดงเป็นโรคติดต่อ และติดต่อได้ง่ายกว่าโรคติดต่อชนิดอื่น  ถึงจะติดต่อไม่รุนแรงถึงขั้นชีวิต  แต่ใครเป็นแล้วจะแพร่เชื้อให้กับคนรอบข้างได้ง่าย  จากหนึ่งคนเป็นสองคน  สามคนได้ง่ายดาย  การดูแลรักษาต้องรักษาความสะอาดในร่างกายผู้ป่วยด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือบ่อย  ระวังไม่ให้แมลงหวี่มาตอมตา  เพราะแมลงหวี่ก็เป็นตัวนำเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่เราป้องกันยาก  แมลงหวี่ชอบตอมดวงตา 

เมื่อเราได้รับเชื้อให้รีบไปพบแพทย์รักษาดวงตาอย่างรวดเร็ว  แพทย์จะรักษาด้วยการหยอดยาเพื่อป้องกันการแทรกซ้อน ของเชื้อแบคทีเรีย  เมื่อเราป่วยผู้ป่วยเองต้องหลีกเลี่ยงการไป         ในสถานที่ ที่มีคนอยู่จำนวนมาก  ควรรักษาหยอดยาตามแพทย์สั่งจนอาการดีขึ้น  จึงออกไปในสถานที่        ที่มีคนมากได้เป็นการป้องกัน  ไม่ให้แพร่เชื้อให้กับคนอื่นได้ การดูแลรักษาสุขภาพ   การรักษาความสะอาดมือ  ของใช้ต่างๆ ก็เป็นการป้องกันห่างไกลจากโรคติดต่อต่าง ๆได้เช่นกัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

ที่สุดของผักที่สามารถช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายได้

สารพิษที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรานั้นสามารถขจัดออกได้ด้วยการกินผักและผลไม้ที่มีคุณสมบัติในการช่วยกำจัดขับของเสียรวมถึงสารพิษออกจากร่างกายเรามาดูกันว่ามีผักอะไรบ้างที่จะช่วยเรากำจัดสารพิษเหล่านี้ออกมาจากร่างกายโดยวิธีการทางธรรมชาติ

1 กะหล่ำปลี เชื่อว่าหลายคนคงรู้แล้วว่ากะหล่ำปลี ที่เรากินเข้าไปจะมีสารต้านมะเร็งอยู่หลายชนิดด้วยกันอีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูนอิสระที่จะไปช่วยบริเวณตับให้กำจัดสารพิษออกจากตับและระบบทางเดินอาหารซึ่งสารพิษเหล่านี้มักจะเกิดจากควันบุหรี่ดังนั้นการกินกะหล่ำปลีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างดียิ่ง        

2 ขึ้นฉ่ายการกินขึ้นฉ่ายทำเป็นแบบต้นหรือทั้งแบบเมล็ดจะสามารถช่วยกำจัดสารพิษที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราออกไปได้รวมถึงขึ้นฉ่ายมีสารต้านมะเร็งอยู่หลายชนิดอีกทั้งยังช่วยกรองสารพิษที่มาจากควันบุหรี่ลดอาการอักเสบดังนั้นการกินขึ้นฉ่ายจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากที่สำคัญขึ้นฉ่ายสามารถช่วยในเรื่องของการดีท๊อกซ์เลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

3 กระเทียมเรารู้อยู่แล้วว่ากระเทียมสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ซึ่งแบคทีเรียที่กระเทียมกำจัดนั้นจะอยู่ในร่างกายดังนั้นเมื่อเรากินกระเทียมเข้าไปมันจะไปชะล้างแบคทีเรียที่อยู่ตามเส้นเลือดและลำไส้รวมถึงกำจัดพยาธิออกไปจากร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมและหากใครอยากจะให้ปอดรวมถึงระบบทางเดินหายใจสะอาดการกินกระเทียมจะช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้อีกด้วยสำหรับกระเทียมนั้นเราสามารถกินได้ทั้งกระเทียมสดหรือกระเทียมที่นำมาแปรรูปเป็นกระเทียมผงหรือกระเทียมอัดเม็ดก็ได้          

4 ผักคะน้าผักใบเขียวที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิดอีกทั้งยังช่วยเรื่องของการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและที่สำคัญคณะมีสารที่จะไปแก้ปัญหาสารพิษในควันบุหรี่ให้มีสถานะเป็นกลางและสายใยอาหารของคณะจะช่วยทำความสะอาดทางเดินอาหารและสามารถล้างสารพิษในตับออกไปได้ด้วยดังนั้นใครที่กินคะน้ามั่นใจได้เลยว่าคะน้าจะช่วยให้ร่างกายของคุณปลอดภัยจากสารพิษได้หลายชนิดแน่นอน

5 พืชตระกูลถั่วห้าคุณกินถั่วไม่ว่าจะเป็นถั่วต้มหรือผลิตภัณฑ์ที่ขายทัวร์พวกมันจะเต็มไปด้วยสารอาหารที่เข้าไปช่วยลดคลอเรสเตอรอลในร่างกายของคุณรวมถึงมันจะเข้าไปรักษาความสมดุลย์ของน้ำตาลในเลือดและยังทำความสะอาดลำไส้ให้อีกด้วยที่สำคัญเพื่อตระกูลถั่วยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกหลายชนิด               

เห็นไหมคะว่าผักแต่ละชนิดมีประโยชน์กับร่างกายเป็นอย่างมากอีกทั้งยังสามารถช่วยกำจัดสารที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้อีกด้วย ดังนั้นทุกมื้ออาหารของเราอย่าลืมที่จะกินผักเข้าไปด้วยนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

ใครที่อยากมีผิวขาวๆจนเพื่อนทักเชิญทางนี้

สาวๆคนไหนที่อยากมีมีผิวที่ขาวใส และใช้งบไม่แพงเชิญมาทางนี้เลยค่ะเพราะเราจะมาบอกสูตรวิธีที่เราทำขาวใสภายในไม่กี่วัน   โดยส่วนตัวเราเป็นสาวโรงงานที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกันจะให้ของแพงๆๆราคาหลายๆพันเราก็ไม่ไหวค่ะ  เพราะว่าชีวิตสาวโรงงานบางทีเราต้องเจอทั้งแดดที่แรงเหมือนกัน  จนทำให้ผิวเสีย ดำ  

สูตรขมิ้น+ นมจืด เราจะมาบอกสูตรที่พอกผิวด้วยขมิ้นกับนม    ก่อนอื่นเราต้องเตรียม ขมิ้นสดแล้วเอาไปทำความสะอาดล้างด้วยน้ำเปล่า  แล้วนำมาปอกเปลือกแล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ สักหนึ่งกำมือ แล้วเอาปั่นในเครื่องปั่น หรือถ้าใครไม่สะดวกปั่นเราก็เอาขมิ้นสดที่เป็นผงมาแทนก็ได้นะค่ะ 

จากนั้นใส่น้ำมะนาวหนึ่งลูก ตามด้วยน้ำผึ้งหนึ่งช้อน นมสดหนึ่งกระป๋อง แล้วตามด้วยดินสอพองประมาณ 4 ก้อน  จากนั้นนำส่วนผสมมาบดหรือปั่นรวมกัน ให้เป็นเนื้อเดียวกัน  จากนั้นเราก็ไปทำความสะอาดผิวกาย  จากนั้นเราก็นำส่วนผสมที่เราทำไว้เมื่อสักพัก  เอามาพอกที่ตัวเรา ตามที่เราต้องการ ทางทั้งตัวเลยค่ะ จะได้ผิวสวยๆ เช่นแขนขา หลังจากที่เราพอกเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 15 นาทีหลังจากนั้นเราก็ล้างด้วยน้ำเปล่า จากนั้นเราจะได้ผิวที่เนียนนุ่ม ขาวเลยล่ะค่ะ 

สูตรเบกกิ้งโซดา + มะขามเปียก  +นมสด   สูตรนี้ทำได้ผิวหน้าและตัวเลยนะค่ะ วิธีทำเราเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาแล้วเอาน้ำมะขามเปียกหนึ่งช้อนชา  แล้วก็นมสดครึ่งแก้ว จากนั้นนำมาผสมกันจะได้เนื้อที่เหลว พอเราผสมเสร็จเราก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวให้สะอาด หรือว่าเราจะอาบน้ำอุ่นนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก

เพราะเราจะเปิดผิวเราเปิดรูขุมขนทำให้ผิวเราเตรียมพร้อมหรือว่าเราจะใช้ใยบวบมาขัดตัวเพื่อที่เรานั้นจะเปิดผิวเรา จากนั้นเราก็นำส่วนที่เราผสมไว้นั้นมาพอกที่ตัวเรา อันนี้เราสามารถนำมาทาที่หน้าเราได้ หรือเราจะทาที่ตัวเราต้องการความขาวใส เราก็ทาตรงนั้นแล้วทิ้งไว้สัก 15 นาที หลังจากที่เรานั้นทาเสร็จเรียบแล้วทิ้งไว้ตามเวลา จากนั้นเราก็ล้างน้ำสะอาดอีกทีหนึ่ง คราวนี้เรามาดูความขาวใส หลังจากที่เรานั้นทำความสะอาดเรียบร้อย เรามาดูความเปลี่ยนแปลง ของผิวเรา ผิวของเราจะขาว สวย ใส 

เป็นไงบ้างค่ะสาวๆสูตรที่เราให้ไป ลองไปทำดูนะค่ะ ประหยัดด้วย เราสามารถหาได้ตามบ้านหรือตามท้องตลาดทั่วไป แถมเป็นสมุนไพรอีกทั้งไม่ทำร้ายผิวของเราด้วยไม่ต้องไปเสียตังเข้าสปาที่แพงๆกันหรอกค่ะ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

คุณคิดว่าการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อบนถนนจะช่วยป้องกันอันตรายจากเชื้อไวรัสได้จริงหรอ

            ก่อนหน้านี้เราคงจะเห็นข่าวกันว่ารัฐบาลได้มีการนำกองกำลังทหารออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามถนนหนทางต่างๆในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี 4 เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งอาจจะมีการติดตามพื้นดินหรือตามสถานที่ต่างๆที่ผู้ติดเชื้อเองอาจจะเคยไปใช้บริการมาก่อนซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกคืนโดยจะมีทางเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ดำเนินการเดินฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ

แต่คนอาจจะเคยสงสัยว่าการกระทำเช่นนี้มันสามารถช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้จริงหรอซึ่งถ้าตามหลักของความเป็นจริงแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านั้นจะช่วยได้เพิ่มเมื่อเราฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อไปแล้วหากมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าป้ายน้ำลายหรือเมื่อนำสารคัดหลั่งมาป้ายตามพื้นผิวต่างๆอย่างไรเสียเชื้อโรคก็จะยังคงอยู่ตรงบริเวณที่ผู้ติดเชื้อนำมาป้ายหากใครไม่รู้แล้วมาจับโดนบริเวณนั้นก็จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทันทีดังนั้นการที่ทางรัฐบาลนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดให้ประชาชนเพื่อต้องการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น

ถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองน้ำยาเป็นอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าฉีดพ่นในตอนกลางคืนเมื่อเช้าขึ้นมาผู้คนเดินสัญจรไปมาเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครบ้างที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วเชื้อไปติดอยู่ตรงไหนบ้างดังนั้นการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนกลางคืนจึงถือว่าไม่สามารถช่วยคุ้มครองประชาชนได้แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุอีกด้วยที่สำคัญหากว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

พึ่งมีการปล่อยสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคออกมาไม่ว่าจะมาจากทางน้ำลายหรือจากทางเสมหะการที่เราไปฉีดพ่นโดนสารคัดหลั่งเหล่านั้นโดยที่จะคัดหลังยังเปียกอยู่จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายไปมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งวิธีการนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับประชาชนติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำดังนั้นสิ่งที่ประชาชนจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสด้วยตนเองก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยการสวมใส่ถุงมือและการล้างมือบ่อยๆรวมถึงการใช้เจลล้างมือ  

และพยายามไม่จับสิ่งของร่วมกับผู้อื่นรวมถึงการเว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เมตรสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยประชาชนให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ดีกว่าการที่รัฐบาลออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนหลังเที่ยงคืนอีก อย่างไรก็ดีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังสามารถมีประสิทธิภาพได้หากเราฉีดในพื้นที่ปิดเต้นตามบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ซึ่งมันเป็นการเชื้อไวรัสเบื้องต้นที่จำเป็นต้องมีการทำ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

เทคนิคการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ใครๆก็รู้จักและคนไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคนี้กัน ปัจจุบันเราให้โรคเบาหวานเป็นโรคยอดฮิตอันดับต้นๆที่ตรวจเจอรองจากโรคมะเร็ง  โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและการไม่รู้จักดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เรามีเทคนิคการดูแลตัวเองง่ายๆมาฝากกันคะ

ต้องไม่อยู่คนเดียว :  ผลจากการวิจัยพบว่าการอยู่คนเดียวทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้สูงมากกว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  เพราะการอยู่คนเดียวคุณมักจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ เช่นการกินข้าวหรือขนมหวานเยอะเกินความจำเป็นของร่างกาย ถ้าคุณได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นยิ่งกับกลุ่มที่รักสุขภาพด้วยแล้วพวกเค้าจะคอยเตือนสติให้คุณบริโภคแต่อาหารที่มีประโยชน์และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง : ในแต่ละวันคุณควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉลี่ยแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง กรณีที่คุณนอนน้อยเกินไปหรือมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณทำให้ไม่สามารถผลิตสารเคมีที่ป้องกันโรคขึ้่นมาได้ บางรายเกิดมีอาการหิวต้องการบริโภคอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นด้วย 

ไม่กินอาหารจังก์ฟู้ด (Junk Food)  :อาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากนัก ส่วนประกอบหลักๆจะเน้นพวกเป็นแป้ง ไขมันและน้ำตาล   เมื่อบริโภคเข้าไปมากๆร่างกายจะนำไปสะสมไว้รูปแบบของไขมัน ถ้าไขมันในร่างกายของคุณมีมากกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้คุณก็จะกลายเป็นโรคอ้วนซึ่งทำให้มีภาวะเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน

เน้นกินผักผลไม้ที่มีกากใยสูง :  ในแต่ละมื้ออาหารคุณต้องเน้นทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง เพราะนอกจากที่คุณจะได้วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการแล้ว กากใยอาหารยังช่วยเรื่องดักจับไขมันและช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารทำให้คุณขับถ่ายได้ง่ายไม่เป็นโรคท้องผูก แต่ผลไม้ที่คุณทานต้องไม่มีรสชาติหวานจนเกินไป

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  :  คุณควรจัดตารางการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3-5 วัน โดยใช้เวลาวันละไม่ต่ำกว่า 30นาที  เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้อินซูลินในร่างกายทำงานได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

สุดท้ายนี้ถ้าคุณเริ่มลงมือปฎิบัติตัวตามเทคนิคที่เราแนะนำไว้ด้านบน เชื่อว่าคุณจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ถ้ารักตัวเองก็อย่ารอเวลารีบหันมาดูแลสุขภาพกันคะ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

การป้องกันจากโรคเอดส์

             โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเสื่อมสภาพ ซึ่งเกิดจาการที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีมานั้นเอง ดังนั้นก่อนที่จะสายโรคเอดส์นั้นมีวิธีการป้องกันตัวเองมากมาย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อคนที่ชอบเที่ยวเปลี่ยนคู่นอน ควรที่จะเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคเอดส์ ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีจำนวนคนมากมายที่มีเชื้อเอดส์ เกิดจาการที่ไม่รู้จักป้องกันตนเองเวลาไปเที่ยวกัน เรามาดูกันว่าวิธีการป้องกันตนเองนั้นมีอะไรกันบ้างที่ทุกคนควรเรียนรู้จักการป้องกันไว้

1.ควรหลีกเลี่ยงจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น  การไม่ใช้ฉีดยาร่วมกับคนอื่นถือว่าทุกคนควรใส่ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราพลาดไปใช้ร่วมกับคนอื่น โดยที่เราไม่รู้ว่าเขามีเชื้อเอดส์อยู่อาจส่งผลให้เราติดเชื้อเอดส์มาจากเขาได้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการใช้เข็มฉีดร่วมกกัน

2.ควรรู้จักการใช้ถุงยางอนามัย  เป็นสิ่งที่ควรทำสำหรับคนที่ชอบเที่ยวหาคู่นอนเป็นประจำ หากเกิดการมีเพศสัมพันธ์กันควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นเอดส์นั้น ล้วนเกิดจากการไม่ใส่ถุงยางอนามัยกัน ทำให้ได้รับเชื้อเอดส์มาโดยไม่รู้ตัวกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โรคเอดส์มีมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

3.การป้องกันโดยการกินยาต้านเชื้อเอชไอวี  ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีได้ดี แต่ทุกครั้งที่จะกินยาตัวนี้ควรต้องไปปรึกษาทางหมอก่อนเสมอ แต่รับรองว่าการกินยาต้านเชื้อนั้นสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นยาที่กินไปแล้วสามารถช่วยไม่ให้เชื้อเอชไอวีที่ติดเรามาไปลุกลามส่วนอื่น ๆของร่างกายเรา 

4.การพาคู่รักไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ  เป็นสิ่งที่คนมีคู่ควรใส่ใจกับเรื่องตรวจสุขภาพกัน หากใครไม่ไว้ใจกับคนรักของตนเอง เพราะบางที่อาจไปแอบนอนกับคนอื่นแล้วได้รับเชื้อเอชไอวีมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรพากันไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นกันป้องกันและยังเป็นการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย หรืออาจจะไปซื้อ  ชุดตรวจ hiv  เพื่อมาตรวจและถือว่าเป็นการป้องกันในระดับหนึ่ง

5.การป้องกันเชื้อเชไอวีในช่วงตั้งครรภ์  เป็นสิ่งที่คนท้องที่รู้ตังเองว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แต่เกิดการตั้งท้องขึ้นมา ต้องควรไปปรึกษากับทางหมอ เพื่อจะได้ให้กินยาต้านเชื้อเอชไอวีไม่ให้เชื้อไปติดลูกเราได้ เป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้ลูกที่คลอดออกมานั้นได้รับเชื้อในระหว่างการคลอดออกมา 

ปวดแบบไหนใช้ “ยาพาราเซตามอล” ไม่ได้เรื่อง ?


ลักษณะของการปวดแบบแปลกๆ

กลุ่มที่มีลักษณะแปลกไปจากลักษณะของการปวดทื่อๆ ปวดจากเยื่อ หรือลักษณะของการปวดที่กดแล้วเจ็บ ได้แก่
– ลักษณะของการปวดเสมือนไฟช็อต
– ลักษณะของการปวดร่วมกับเสียวแปลบๆเป็นพักๆ
– ลักษณะของการปวดแสบ ปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดร่วมกับอาการชา
– ลักษณะของการปวดแสบปวดแสบปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดเสมือนมีเข็มเล็กๆทิ่มแทง

ปวดศรีษะที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

ส่วนมากลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลายครั้งแบบไม่ทราบต้นสายปลายเหตุมักมีเหตุมาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากเกินขนาด มากถึงกว่า 15 วันต่อเดือน หรือราว 2 – 3 เดือนต่อเนื่องกัน แนวทางดูง่ายๆ ว่าลักษณะของการปวดหัวจากไมเกรนที่มากถึงเดือนละ 3 – 4 ครั้ง หรือมีลักษณะอาการปวดศีรษะจากความเคร่งเครียดที่มีลักษณะเหมือนถูกบีบรัดสูงถึง 15 วันต่อเดือน ซึ่งลักษณะของการปวดหัวในลักษณะอย่างงี้ถึงรับประทานยาพาราเซตามอลเข้าไปก็ไม่ช่วยทำให้หายปวด ทั้งจะมีผลให้ลักษณะของการปวดทวีความร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีลักษณะก็เลยจำเป็นต้องรีบเดินทางไปหาหมอเพื่อหาสิ่งที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่จริง และรับยาที่ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดที่เหมาะสมแทนยาพาราเซมอลก็เลยคงจะได้ผลมากยิ่งกว่า

ปวดขั้นร้ายแรง

ลักษณะของการปวดขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากอวัยวะภายใน ซึ่งทางด้านการแพทย์จะมีมิเตอร์ระดับความเจ็บปวดอยู่ที่ 0 – 10 ระดับ ระดับ 0 คือ ไม่มีลักษณะของการปวดเลย ส่วนระดับ 10 ก็คือ มีลักษณะอาการปวดมากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ปวดถึงขนาดดิ้นรนแบบทรงตัวไม่อยู่ ถ้าหากหมอประเมินแล้วว่าคนไข้มีการเจ็บไข้อยู่ในระดับตั้งแต่ 7 ขึ้นไป เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดแผลผ่าตัด ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากโรคมะเร็งบางประเภท ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไปจนกระทั่งการปวดไมเกรนหนักๆ ลักษณะของการปวดกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลช่วยทุเลาได้ ต้องใช้ยาพาราในกลุ่มทรามาดอลรวมทั้งมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์หยุดการปวดขั้นร้ายแรงได้ แม้กระนั้นก็เป็นยาที่ส่งผลใกล้กันอยู่มากมาย จำต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมของหมอ หรือเภสัชกรแค่นั้น

เจ็บท้องจากโรคกระเพาะและท้องเดิน

ลักษณะของการปวดท้องก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลักษณะของการปวดที่สร้างความสับสนให้กับคนป่วยที่จะเลือกใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เช่น เจ็บท้องเพราะว่าท้องร่วง เจ็บท้องที่เกิดขึ้นจากลำไส้บีบตัว เจ็บท้องจากโรคกระเพาะ ไปจนกระทั่งลักษณะของการปวดแน่นหน้าอก หรือปวดรอบๆ กระเพาะเพราะเป็นกรดไหลย้อน โดยลักษณะของการปวดในกลุ่มนี้ไม่อาจจะใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เพราะว่าเป็นกรุ๊ปลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นจากความแปลกของระบบประสาทแล้วก็ระบบไส้ที่มีความผันแปร หรือมีเหตุมาจากการที่ก๊าซอยู่ในกระเพาะมากมาย ซึ่งยาที่จะช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดจำพวกนี้ได้ก็คือยาลดกรด

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา
กรดไหลย้อนในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยปะละเลยไม่สนใจให้หายเอง ก็จะยิ่งทำให้กรดไหลย้อนนั้ก่อให้เกิดแผลในหลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ทำให้การกลืนอาหารลำบากขึ้น กลืนอาหารรู้สึกติด กลืนลำบาก หรือในบางรายจากกรดไหลย้อน แผลในหลอดอาหาร ก็อาจถึงขั้นเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารเลยก็ได้ เพราะหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนกับการซื้อยารับประทานเอง
การซื้อยาตามร้านขายยามารับประทานเอง ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ถือเป็นการดูแลตัวเองในเบื้องต้น แต่จะให้ดีควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใด เพราะในปัจจุบันโรคต่างๆ ได้พัฒนาขึ้น และมีอาการใกล้เคียงกันมาก วึ่งอาจจะไม่ได้แปลว่าอาการที่รู้สึกเป็นอาการกรดไหลย้อนเสมอไป ดังนั้น การซื้อยาลดกรดมารับประทานแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะยาต่างๆ ถ้ารับประทานนานๆ หรือบ่อยๆ ก็คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน

การตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน
ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะเจาะจงกับกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางหน้าอก เรอเปรี้ยวในระยะแรกอาจไม่ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาลดกรดคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยที่หากมีการตอบสนองต่อการรักษาดี ก็มีโอกาสที่จะสรุปวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

แต่หากรักษาเบื้องต้นโดยการให้ทานยาลดกรด กับปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่หาย หรืออการคงเดิม ก็ต้องทำการตรวจขั้นตอนต่อไป โดยการตรวจที่แนะนำ คือ การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อดูว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ ในกรณีที่ต้องการผลการวินิจฉัยที่แน่นอนเพื่อวางแผนการรักษาในขั้นตอนถัดไป แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง