ใครที่อยากมีผิวขาวๆจนเพื่อนทักเชิญทางนี้

สาวๆคนไหนที่อยากมีมีผิวที่ขาวใส และใช้งบไม่แพงเชิญมาทางนี้เลยค่ะเพราะเราจะมาบอกสูตรวิธีที่เราทำขาวใสภายในไม่กี่วัน   โดยส่วนตัวเราเป็นสาวโรงงานที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกันจะให้ของแพงๆๆราคาหลายๆพันเราก็ไม่ไหวค่ะ  เพราะว่าชีวิตสาวโรงงานบางทีเราต้องเจอทั้งแดดที่แรงเหมือนกัน  จนทำให้ผิวเสีย ดำ  

สูตรขมิ้น+ นมจืด เราจะมาบอกสูตรที่พอกผิวด้วยขมิ้นกับนม    ก่อนอื่นเราต้องเตรียม ขมิ้นสดแล้วเอาไปทำความสะอาดล้างด้วยน้ำเปล่า  แล้วนำมาปอกเปลือกแล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ สักหนึ่งกำมือ แล้วเอาปั่นในเครื่องปั่น หรือถ้าใครไม่สะดวกปั่นเราก็เอาขมิ้นสดที่เป็นผงมาแทนก็ได้นะค่ะ 

จากนั้นใส่น้ำมะนาวหนึ่งลูก ตามด้วยน้ำผึ้งหนึ่งช้อน นมสดหนึ่งกระป๋อง แล้วตามด้วยดินสอพองประมาณ 4 ก้อน  จากนั้นนำส่วนผสมมาบดหรือปั่นรวมกัน ให้เป็นเนื้อเดียวกัน  จากนั้นเราก็ไปทำความสะอาดผิวกาย  จากนั้นเราก็นำส่วนผสมที่เราทำไว้เมื่อสักพัก  เอามาพอกที่ตัวเรา ตามที่เราต้องการ ทางทั้งตัวเลยค่ะ จะได้ผิวสวยๆ เช่นแขนขา หลังจากที่เราพอกเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 15 นาทีหลังจากนั้นเราก็ล้างด้วยน้ำเปล่า จากนั้นเราจะได้ผิวที่เนียนนุ่ม ขาวเลยล่ะค่ะ 

สูตรเบกกิ้งโซดา + มะขามเปียก  +นมสด   สูตรนี้ทำได้ผิวหน้าและตัวเลยนะค่ะ วิธีทำเราเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาแล้วเอาน้ำมะขามเปียกหนึ่งช้อนชา  แล้วก็นมสดครึ่งแก้ว จากนั้นนำมาผสมกันจะได้เนื้อที่เหลว พอเราผสมเสร็จเราก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวให้สะอาด หรือว่าเราจะอาบน้ำอุ่นนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก

เพราะเราจะเปิดผิวเราเปิดรูขุมขนทำให้ผิวเราเตรียมพร้อมหรือว่าเราจะใช้ใยบวบมาขัดตัวเพื่อที่เรานั้นจะเปิดผิวเรา จากนั้นเราก็นำส่วนที่เราผสมไว้นั้นมาพอกที่ตัวเรา อันนี้เราสามารถนำมาทาที่หน้าเราได้ หรือเราจะทาที่ตัวเราต้องการความขาวใส เราก็ทาตรงนั้นแล้วทิ้งไว้สัก 15 นาที หลังจากที่เรานั้นทาเสร็จเรียบแล้วทิ้งไว้ตามเวลา จากนั้นเราก็ล้างน้ำสะอาดอีกทีหนึ่ง คราวนี้เรามาดูความขาวใส หลังจากที่เรานั้นทำความสะอาดเรียบร้อย เรามาดูความเปลี่ยนแปลง ของผิวเรา ผิวของเราจะขาว สวย ใส 

เป็นไงบ้างค่ะสาวๆสูตรที่เราให้ไป ลองไปทำดูนะค่ะ ประหยัดด้วย เราสามารถหาได้ตามบ้านหรือตามท้องตลาดทั่วไป แถมเป็นสมุนไพรอีกทั้งไม่ทำร้ายผิวของเราด้วยไม่ต้องไปเสียตังเข้าสปาที่แพงๆกันหรอกค่ะ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

คุณคิดว่าการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อบนถนนจะช่วยป้องกันอันตรายจากเชื้อไวรัสได้จริงหรอ

            ก่อนหน้านี้เราคงจะเห็นข่าวกันว่ารัฐบาลได้มีการนำกองกำลังทหารออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามถนนหนทางต่างๆในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี 4 เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งอาจจะมีการติดตามพื้นดินหรือตามสถานที่ต่างๆที่ผู้ติดเชื้อเองอาจจะเคยไปใช้บริการมาก่อนซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกคืนโดยจะมีทางเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ดำเนินการเดินฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ

แต่คนอาจจะเคยสงสัยว่าการกระทำเช่นนี้มันสามารถช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้จริงหรอซึ่งถ้าตามหลักของความเป็นจริงแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านั้นจะช่วยได้เพิ่มเมื่อเราฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อไปแล้วหากมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าป้ายน้ำลายหรือเมื่อนำสารคัดหลั่งมาป้ายตามพื้นผิวต่างๆอย่างไรเสียเชื้อโรคก็จะยังคงอยู่ตรงบริเวณที่ผู้ติดเชื้อนำมาป้ายหากใครไม่รู้แล้วมาจับโดนบริเวณนั้นก็จะได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทันทีดังนั้นการที่ทางรัฐบาลนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดให้ประชาชนเพื่อต้องการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น

ถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองน้ำยาเป็นอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าฉีดพ่นในตอนกลางคืนเมื่อเช้าขึ้นมาผู้คนเดินสัญจรไปมาเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครบ้างที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วเชื้อไปติดอยู่ตรงไหนบ้างดังนั้นการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนกลางคืนจึงถือว่าไม่สามารถช่วยคุ้มครองประชาชนได้แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุอีกด้วยที่สำคัญหากว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

พึ่งมีการปล่อยสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคออกมาไม่ว่าจะมาจากทางน้ำลายหรือจากทางเสมหะการที่เราไปฉีดพ่นโดนสารคัดหลั่งเหล่านั้นโดยที่จะคัดหลังยังเปียกอยู่จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายไปมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งวิธีการนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับประชาชนติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำดังนั้นสิ่งที่ประชาชนจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสด้วยตนเองก็คือการสวมใส่หน้ากากอนามัยการสวมใส่ถุงมือและการล้างมือบ่อยๆรวมถึงการใช้เจลล้างมือ  

และพยายามไม่จับสิ่งของร่วมกับผู้อื่นรวมถึงการเว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เมตรสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยประชาชนให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ดีกว่าการที่รัฐบาลออกมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในตอนหลังเที่ยงคืนอีก อย่างไรก็ดีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังสามารถมีประสิทธิภาพได้หากเราฉีดในพื้นที่ปิดเต้นตามบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ซึ่งมันเป็นการเชื้อไวรัสเบื้องต้นที่จำเป็นต้องมีการทำ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

เทคนิคการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ใครๆก็รู้จักและคนไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคนี้กัน ปัจจุบันเราให้โรคเบาหวานเป็นโรคยอดฮิตอันดับต้นๆที่ตรวจเจอรองจากโรคมะเร็ง  โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องและการไม่รู้จักดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เรามีเทคนิคการดูแลตัวเองง่ายๆมาฝากกันคะ

ต้องไม่อยู่คนเดียว :  ผลจากการวิจัยพบว่าการอยู่คนเดียวทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้สูงมากกว่าการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  เพราะการอยู่คนเดียวคุณมักจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ เช่นการกินข้าวหรือขนมหวานเยอะเกินความจำเป็นของร่างกาย ถ้าคุณได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นยิ่งกับกลุ่มที่รักสุขภาพด้วยแล้วพวกเค้าจะคอยเตือนสติให้คุณบริโภคแต่อาหารที่มีประโยชน์และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง : ในแต่ละวันคุณควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉลี่ยแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง กรณีที่คุณนอนน้อยเกินไปหรือมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณทำให้ไม่สามารถผลิตสารเคมีที่ป้องกันโรคขึ้่นมาได้ บางรายเกิดมีอาการหิวต้องการบริโภคอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นด้วย 

ไม่กินอาหารจังก์ฟู้ด (Junk Food)  :อาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากนัก ส่วนประกอบหลักๆจะเน้นพวกเป็นแป้ง ไขมันและน้ำตาล   เมื่อบริโภคเข้าไปมากๆร่างกายจะนำไปสะสมไว้รูปแบบของไขมัน ถ้าไขมันในร่างกายของคุณมีมากกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้คุณก็จะกลายเป็นโรคอ้วนซึ่งทำให้มีภาวะเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน

เน้นกินผักผลไม้ที่มีกากใยสูง :  ในแต่ละมื้ออาหารคุณต้องเน้นทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง เพราะนอกจากที่คุณจะได้วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการแล้ว กากใยอาหารยังช่วยเรื่องดักจับไขมันและช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารทำให้คุณขับถ่ายได้ง่ายไม่เป็นโรคท้องผูก แต่ผลไม้ที่คุณทานต้องไม่มีรสชาติหวานจนเกินไป

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  :  คุณควรจัดตารางการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3-5 วัน โดยใช้เวลาวันละไม่ต่ำกว่า 30นาที  เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้อินซูลินในร่างกายทำงานได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

สุดท้ายนี้ถ้าคุณเริ่มลงมือปฎิบัติตัวตามเทคนิคที่เราแนะนำไว้ด้านบน เชื่อว่าคุณจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ถ้ารักตัวเองก็อย่ารอเวลารีบหันมาดูแลสุขภาพกันคะ

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

การป้องกันจากโรคเอดส์

             โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเสื่อมสภาพ ซึ่งเกิดจาการที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีมานั้นเอง ดังนั้นก่อนที่จะสายโรคเอดส์นั้นมีวิธีการป้องกันตัวเองมากมาย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อคนที่ชอบเที่ยวเปลี่ยนคู่นอน ควรที่จะเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคเอดส์ ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีจำนวนคนมากมายที่มีเชื้อเอดส์ เกิดจาการที่ไม่รู้จักป้องกันตนเองเวลาไปเที่ยวกัน เรามาดูกันว่าวิธีการป้องกันตนเองนั้นมีอะไรกันบ้างที่ทุกคนควรเรียนรู้จักการป้องกันไว้

1.ควรหลีกเลี่ยงจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น  การไม่ใช้ฉีดยาร่วมกับคนอื่นถือว่าทุกคนควรใส่ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราพลาดไปใช้ร่วมกับคนอื่น โดยที่เราไม่รู้ว่าเขามีเชื้อเอดส์อยู่อาจส่งผลให้เราติดเชื้อเอดส์มาจากเขาได้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อการใช้เข็มฉีดร่วมกกัน

2.ควรรู้จักการใช้ถุงยางอนามัย  เป็นสิ่งที่ควรทำสำหรับคนที่ชอบเที่ยวหาคู่นอนเป็นประจำ หากเกิดการมีเพศสัมพันธ์กันควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นเอดส์นั้น ล้วนเกิดจากการไม่ใส่ถุงยางอนามัยกัน ทำให้ได้รับเชื้อเอดส์มาโดยไม่รู้ตัวกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โรคเอดส์มีมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

3.การป้องกันโดยการกินยาต้านเชื้อเอชไอวี  ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีได้ดี แต่ทุกครั้งที่จะกินยาตัวนี้ควรต้องไปปรึกษาทางหมอก่อนเสมอ แต่รับรองว่าการกินยาต้านเชื้อนั้นสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นยาที่กินไปแล้วสามารถช่วยไม่ให้เชื้อเอชไอวีที่ติดเรามาไปลุกลามส่วนอื่น ๆของร่างกายเรา 

4.การพาคู่รักไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ  เป็นสิ่งที่คนมีคู่ควรใส่ใจกับเรื่องตรวจสุขภาพกัน หากใครไม่ไว้ใจกับคนรักของตนเอง เพราะบางที่อาจไปแอบนอนกับคนอื่นแล้วได้รับเชื้อเอชไอวีมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรพากันไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นกันป้องกันและยังเป็นการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย หรืออาจจะไปซื้อ  ชุดตรวจ hiv  เพื่อมาตรวจและถือว่าเป็นการป้องกันในระดับหนึ่ง

5.การป้องกันเชื้อเชไอวีในช่วงตั้งครรภ์  เป็นสิ่งที่คนท้องที่รู้ตังเองว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แต่เกิดการตั้งท้องขึ้นมา ต้องควรไปปรึกษากับทางหมอ เพื่อจะได้ให้กินยาต้านเชื้อเอชไอวีไม่ให้เชื้อไปติดลูกเราได้ เป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้ลูกที่คลอดออกมานั้นได้รับเชื้อในระหว่างการคลอดออกมา 

ปวดแบบไหนใช้ “ยาพาราเซตามอล” ไม่ได้เรื่อง ?


ลักษณะของการปวดแบบแปลกๆ

กลุ่มที่มีลักษณะแปลกไปจากลักษณะของการปวดทื่อๆ ปวดจากเยื่อ หรือลักษณะของการปวดที่กดแล้วเจ็บ ได้แก่
– ลักษณะของการปวดเสมือนไฟช็อต
– ลักษณะของการปวดร่วมกับเสียวแปลบๆเป็นพักๆ
– ลักษณะของการปวดแสบ ปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดร่วมกับอาการชา
– ลักษณะของการปวดแสบปวดแสบปวดร้อน
– ลักษณะของการปวดเสมือนมีเข็มเล็กๆทิ่มแทง

ปวดศรีษะที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

ส่วนมากลักษณะของการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลายครั้งแบบไม่ทราบต้นสายปลายเหตุมักมีเหตุมาจากการใช้ยาพาราเซตามอลมากเกินขนาด มากถึงกว่า 15 วันต่อเดือน หรือราว 2 – 3 เดือนต่อเนื่องกัน แนวทางดูง่ายๆ ว่าลักษณะของการปวดหัวจากไมเกรนที่มากถึงเดือนละ 3 – 4 ครั้ง หรือมีลักษณะอาการปวดศีรษะจากความเคร่งเครียดที่มีลักษณะเหมือนถูกบีบรัดสูงถึง 15 วันต่อเดือน ซึ่งลักษณะของการปวดหัวในลักษณะอย่างงี้ถึงรับประทานยาพาราเซตามอลเข้าไปก็ไม่ช่วยทำให้หายปวด ทั้งจะมีผลให้ลักษณะของการปวดทวีความร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีลักษณะก็เลยจำเป็นต้องรีบเดินทางไปหาหมอเพื่อหาสิ่งที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่จริง และรับยาที่ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดที่เหมาะสมแทนยาพาราเซมอลก็เลยคงจะได้ผลมากยิ่งกว่า

ปวดขั้นร้ายแรง

ลักษณะของการปวดขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากอวัยวะภายใน ซึ่งทางด้านการแพทย์จะมีมิเตอร์ระดับความเจ็บปวดอยู่ที่ 0 – 10 ระดับ ระดับ 0 คือ ไม่มีลักษณะของการปวดเลย ส่วนระดับ 10 ก็คือ มีลักษณะอาการปวดมากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ปวดถึงขนาดดิ้นรนแบบทรงตัวไม่อยู่ ถ้าหากหมอประเมินแล้วว่าคนไข้มีการเจ็บไข้อยู่ในระดับตั้งแต่ 7 ขึ้นไป เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดแผลผ่าตัด ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นมาจากโรคมะเร็งบางประเภท ลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไปจนกระทั่งการปวดไมเกรนหนักๆ ลักษณะของการปวดกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลช่วยทุเลาได้ ต้องใช้ยาพาราในกลุ่มทรามาดอลรวมทั้งมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์หยุดการปวดขั้นร้ายแรงได้ แม้กระนั้นก็เป็นยาที่ส่งผลใกล้กันอยู่มากมาย จำต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมของหมอ หรือเภสัชกรแค่นั้น

เจ็บท้องจากโรคกระเพาะและท้องเดิน

ลักษณะของการปวดท้องก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลักษณะของการปวดที่สร้างความสับสนให้กับคนป่วยที่จะเลือกใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เช่น เจ็บท้องเพราะว่าท้องร่วง เจ็บท้องที่เกิดขึ้นจากลำไส้บีบตัว เจ็บท้องจากโรคกระเพาะ ไปจนกระทั่งลักษณะของการปวดแน่นหน้าอก หรือปวดรอบๆ กระเพาะเพราะเป็นกรดไหลย้อน โดยลักษณะของการปวดในกลุ่มนี้ไม่อาจจะใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อทุเลาอาการได้ เพราะว่าเป็นกรุ๊ปลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นจากความแปลกของระบบประสาทแล้วก็ระบบไส้ที่มีความผันแปร หรือมีเหตุมาจากการที่ก๊าซอยู่ในกระเพาะมากมาย ซึ่งยาที่จะช่วยทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดจำพวกนี้ได้ก็คือยาลดกรด

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา

อันตรายของโรคกรดไหลย้อนหากไม่รักษา
กรดไหลย้อนในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยปะละเลยไม่สนใจให้หายเอง ก็จะยิ่งทำให้กรดไหลย้อนนั้ก่อให้เกิดแผลในหลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ทำให้การกลืนอาหารลำบากขึ้น กลืนอาหารรู้สึกติด กลืนลำบาก หรือในบางรายจากกรดไหลย้อน แผลในหลอดอาหาร ก็อาจถึงขั้นเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารเลยก็ได้ เพราะหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

โรคกรดไหลย้อนกับการซื้อยารับประทานเอง
การซื้อยาตามร้านขายยามารับประทานเอง ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ถือเป็นการดูแลตัวเองในเบื้องต้น แต่จะให้ดีควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคใด เพราะในปัจจุบันโรคต่างๆ ได้พัฒนาขึ้น และมีอาการใกล้เคียงกันมาก วึ่งอาจจะไม่ได้แปลว่าอาการที่รู้สึกเป็นอาการกรดไหลย้อนเสมอไป ดังนั้น การซื้อยาลดกรดมารับประทานแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป เพราะยาต่างๆ ถ้ารับประทานนานๆ หรือบ่อยๆ ก็คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน

การตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน
ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะเจาะจงกับกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางหน้าอก เรอเปรี้ยวในระยะแรกอาจไม่ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาลดกรดคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยที่หากมีการตอบสนองต่อการรักษาดี ก็มีโอกาสที่จะสรุปวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

แต่หากรักษาเบื้องต้นโดยการให้ทานยาลดกรด กับปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่หาย หรืออการคงเดิม ก็ต้องทำการตรวจขั้นตอนต่อไป โดยการตรวจที่แนะนำ คือ การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อดูว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ ในกรณีที่ต้องการผลการวินิจฉัยที่แน่นอนเพื่อวางแผนการรักษาในขั้นตอนถัดไป แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ล้างมือบ่อยๆ เพื่อสุขอนามัย เพื่อสุขภาพ และป้องกันโรค

“ล้างมือสักนิดเพื่อพิชิตสุขภาพ” ประโยคที่ไม่ได้พิมมาแค่ให้อ่านคล้องจองกันเท่านั้น แต่มันคือเรื่องจริง ที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง เพราะนายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า “จากข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่าในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคอุจจาระร่วงประมาณ 3.5 ล้านคน และโรคปอดบวมประมาณ 25% เพราะฉะนั้นการล้างมือที่ถูกต้องตามวิธีบัญญัติจะเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้อีกทางหนึ่ง โดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ถึง 50% การล้างมือจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพอนามัยที่ดี”
ในขณะที่ทั่วโลกมีความเป็นห่วงในเรื่องของการล้างมือการหยิบจับอะไรเข้าปาก แต่ประเทศไทยก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการล้างมือให้สะอาดเพียงพอ โดยนายแพทย์ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการสำรวจคนไทยโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 512 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมมือสะอาด คือล้างมือฟอกสบู่ติดเป็นนิสัย กระทำทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร 25% หรือ 1 ใน 4 คน ส่วนใหญ่คือ 72% หลังเข้าห้องน้ำจะล้างมือบ้างไม่ล้างมือบ้าง และไม่เคยล้างมือเลย 3% ซึ่ง 2 กลุ่มหลังนี้ มีความเสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือ ไปสู่คนอื่นได้

หากเราไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำและก่อนทานอาหาร จะเกิดโรคอะไรขึ้นบ้างนะ กับ 8 โรคอันตรายหากไม่ “ล้างมือ”
1. โรคอุจจาระร่วง
เกิดขึ้นจากเชื้อโรคหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ เชื้ออีโคไล ที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระ สามารถปนเปื้อนมากับวัตดุดิบที่นำมาปรุงอาหาร และการสัมผัสจากมือที่หยิบจับอาหาร วัตถุดิบที่มีเชื้อไวรัสปะปน ไม่ได้ทำความสะอาดให้ดีพอ

2. โรคตับอักเสบชนิดเอ
และนี่คืออีกโรคที่เชื้อโรคพบอยู่ในอุจจาระ โรคตับอักเสบชนิดเอจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย โดยสามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก ซึ่งอาจมาจากการหยิบจับอาหารเข้าปากโดยตรง
3. โรคบิด
เกิดจากการไม่ทำความสะอาดมือหลังจากถ่ายอุจจาระ การแพร่เชื้อโดยการสัมผัสทางตรงกับสิ่งของต่าง ๆ หรือสัมผัสทางอ้อมกับอาหาร ส่วนการแพร่เชื้อผ่านทางน้ำและอาหารโดย แมลงสาบ และแมลงวัน เกิดขึ้นได้จากสัตว์เหล่านี้นำเชื้อมาปนเปื้อน

4. โรคอหิวาตกโรค
เกิดโดยตรงกับการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อที่มีชีวิตปนอยู่ โดยเชื้อโรคตัวนี้มีความทนทานมากสามารถอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน และผู้ที่ชอบบริโภคอาหารทะเลดิบ กึ่งดิบกึ่งสุก ก็สามารถน้ำเชื้อโรคตัวนี้เข้าสู่ร่างกายได้ และการใช้มือสัมผัสอาหารดิบ หรือน้ำที่มีเชื้อ จับต้องสัมผัสอาหารอื่นๆ รวมถึงจานชามช้อนส้อม

5. โรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากระบาดมากในเด็กเล็ก เพราะติดต่อโดยการสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วยโดยตรง หรือทางอ้อม เช่น สัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ กับผู้ใหญ่ที่ดูแลความสะอาดของมือไม่ดีพอ ก็สามารถติดเชื้อและเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

6. โรคตาแดง
โรคตาแดงจะพบระบาดหนักในช่วงหน้าฝน แต่จริงๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกฤดูกาล เกิดจากการที่เยื่อบุตาติดเชื้อไวรัส กลุ่มอาดิโนไวรัส สามารถติดต่อจากการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วย และแพร่จากนิ้วมือมาติดที่ตาโดยตรง โรคตาแดงติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มป่วย อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ตาพิการได้

7. กลากเกลื้อน
กลาก และเกลื้อน เป็นคนละโรคกัน แต่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ด้วยการสัมผัส โดยอาจเป็นการสัมผัสจากมือที่รอยกลากเกลื้อนโดยตรง หรือเป็นการติดเชื้อจากการสัมผัสของเชื้อราติดต่อกันจากข้างของเครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงสิ่งของตามสถานที่สาธารณะ

8. ไข้หวัด
อาจเป็นได้ทั้งไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดประเภทอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดต่อของเชื้อไวรัสที่มาจากการไอ จาม ละอองน้ำลายที่อาจได้รับผ่านอากาศ หรือการไอจามรดมือแล้วมือของผู้ป่วยสัมผัสกับข้างของเครื่องใช้ต่างๆ และอาจเป็นสิ่งของตามสถานที่สาธารณะ เช่น ราวจับบนรถโดยสาร เสา ลูกบิดประตู เป็นต้น

ล้างมือบ่อยแค่ไหน ถึงจะปลอดภัย
ถึงบแม้ว่าบทความนี้จะแนะนำให้ผู้อ่านล้างมือบ่อยๆ เพื่อเอาเชื้อโรคออกจากมือ หรือทำเป็นพฤติกรรม เป็นนิสัย แต่ใช่ว่าเราควรที่จะล้างมือทุกๆ 10 นาที เพราะมันคงจะดูเป็นการลำบากเกินไป และอาจทำให้มือเปื่อยและแห้งโดยไม่รู้ ดังนั้นการล้างมือจึงขอแนะนำเป็นอย่างน้อยผู้อ่านควรล้างมือบ้างในช่วงเวลาดังต่อไปนี้
• หลังเข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะห้องน้ำสาธารณะ หรือห้องน้ำที่บ้านตัวเอง

• ก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากโดยตรง

• ก่อนปรุงอาหาร และรับประทานอาหาร แม้ว่าจะไม่ใช้มือจับอาหารโดยตรง แต่มือที่สัมผัสกับเชื้อโรคอาจติดไปกับอุปกรณ์ในการทำอาหาร หรือจานชามช้อนส้อมที่จะใช้ในการรับประทานอาหารได้

• หลังกลับมาจากนอกบ้าน

• หลังคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น

• ก่อนสัมผัสกับเยื่อบุผิวหนังในร่างกายของตัวเอง เช่น ล้างมือก่อนใส่คอนแทคเลนส์ ขยี้ตา แคะจมูก ดูดนิ้ว หรือสัมผัสกับแผลของตัวเอง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ‘ชะอม’

กินอะไรกับน้ำพริกกะปิก็ไม่อร่อยเท่าไข่เจียวชะอม แถมไข่เจียวชะอมยังเอาไปใส่ในแกงส้มได้อร่อยที่สุด หากชอบน้ำพริก จะลวกจิ้มน้ำพริกเปล่าๆ ก็ยังอร่อย แม้ว่ารสชาติจะติดขมเล็กน้อย แต่ชะอมก็มีรสชาติที่มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์ แถมยังมีประโยชน์ดีๆ ที่อยากให้ได้คนไทยกินชะอมกันอีกเยอะๆ

ประโยชน์ของ ชะอม

  1. ชะอมมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา
  2. มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
  3. ชะอมมีกากใยอาหารสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย
  4. ยอดชะอม ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ จึงเหมาะกับอุณหภูมิร้อนๆ ในบ้านเรา
  5. รากชะอม สามารถนำมาฝนกิน ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยขับลมในท้องได้

ข้อควรระวัง-อันตรายของ ชะอม

  1. หญิงที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรกินชะอม เพราะอาจทำให้นมแห้งได้
  2. ในหน้าฝน อาจทำให้ชะอมมีรสเปรี้ยว และมีกลิ่นฉุนกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้
  3. ชะอมมีกรดยูริกสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์ยังสามารถรับประทานได้ แต่ควรจำกัดปริมาณในการรับประทานไม่ให้มากเกินไป แต่หากมีอาการของโรคเกาต์ค่อนข้างหนัก และปวดเข่ามาก ควรหลีกเลี่ยง
  4. ชะอมเป็นพืชที่พบการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคท้องเสีย ท้องร่วงอย่าง ซาลโมเนลลา ได้ ดังนั้นจึงควรล้างผักให้สะอาด และปรุงโดยต้ม ลวก หรือผ่านความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึงก่อนรับประทาน

รู้จักให้ไวยาต้านไวรัสเอดส์

ยาต้านไวรัสเอดส์
หรือบางคนเรียกสั้นๆ ว่า “ยาต้าน” ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า “เออาร์วี” (ARV) ย่อมาจาก antiretroviral ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์จำนวนมาก ออกฤทธิ์ยับยั้งการแพร่พันธุ์ทำให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดน้อยลงได้ และช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell ยาต้านไวรัสเอดส์ส่วนใหญ่ใช้ได้ผลดี แต่ก็ยังอาจพบปัญหาของการใช้ยาบางประการ ได้แก่ ปัญหาจากผลข้างเคียงของยา ปัญหาการดื้อยาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต บางคนอาจมีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายราคายาอีกด้วย

หลักการพิจารณา

สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัส โดยทั่วไปจะพิจารณาโดยอาศัยหลักบางประการดังต่อไปนี้

  • ประวัติสุขภาพในอดีตและปัจจุบัน
  • ผลการตรวจเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4
  • ผลการตรวจเลือดวัดระดับปริมาณไวรัสในร่างกายที่เรียกว่า viral load
  • ผู้ป่วยอยู่ในระยะใด มีอาการจากเชื้อ HIV หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องใกล้ถึงเวลาจะติดเชื้อฉวยโอกาสแล้วหรือไม่
  • ผู้ป่วยมีความสามารถซื้อยาต้านเอดส์ 3 ชนิด พร้อมทั้งสามารถเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการคือ CD4 และ HIV viral load หรือไม่
  • ต้องมารับการรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

สูตรยาครั้งแรก

สูตรยาที่ให้ครั้งแรกสำคัญที่สุด ถ้าสูตรที่เลือกไม่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่สูตรยาที่ให้หลังๆ จะได้ผลยิ่งน้อยลง ต้องพิจารณาถึงผลข้างเคียงของยาทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมทั้งปฏิกิริยาของยาต้านเอดส์ กับยาอย่างอื่นๆ ให้การป้องกัน และรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และดูแลโรคที่เกิดขึ้นในระบบต่างๆ ของร่างกาย หลังจากที่ได้ยาต้านเอดส์ต้องมีการติดตามทางห้องปฏิบัติการว่าเชื้อตอบสนองต่อยา CD4 เพิ่มจำนวนขึ้น และ viral load ลดลงจนวัดไม่ได้ในเลือด ถ้าเชื้อไม่ตอบสนองต่อยาเท่าที่ควร หลังจากใช้ยาไประยะหนึ่ง เช่น มากกว่า 6 เดือน อาจต้องพิจารณาปรับสูตรยาใหม่

เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย

  • ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อเอดส์
  • เป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้ที่สามารถใช้ยาต้านเอดส์ได้คือ ให้มีปริมาณไวรัส HIV น้อยที่สุด จนตรวจไม่พบ (Undetectable viral load) และ CD4 สูงที่สุดนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ป้องกันเชื้อ HIV ไม่ให้เกิดการดื้อยา
  • สำรองยาหรือสูตรยาอันจะเป็นทางเลือกในอนาคตหากเกิดกรณีเชื้อดื้อยา

การแบ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อ

กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน
กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว
ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซล/ลบ.มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ทันที
ผู้ป่วยที่มี CD4 มากกว่า 350 เซล/ลบ.มม. แต่มีไวรัสมากกว่า 55,000 copy/มิลลิลิตร จากวิธีตรวจแบบ RT–PCR assay ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส

ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง ปอดอักเสบ อุจจาระร่วงเรื้อรัง ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส แต่การเริ่มใช้ยาต้านไวรัสควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้างที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่ เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา rifampicin รักษาอยู่ จะห้ามใช้ยาต้านไวรัสกลุ่ม PIs หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่ อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสที่จะใช้ และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อมที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา

การจัดจำแนกชนิดของยาต้านไวรัสเอดส์

Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs)
Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)
Protease Inhibitors (PIs)
Entry Inhibitors
Integrase Inhibitors
Multi-Class Combinations

ยายับยั้งเอนไซม์ RT ชนิดนิวคลีโอไซด์ Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs)

Combivir (AZT/3TC)
Emtriva (Emtricitabine, FTC)
Epivir (3TC, Lamivudine)
Epzicom (Abacavir/3TC, Kivexa)
Hivid (Zalcitabine, ddC)
Retrovir (Zidovudine, AZT)
Trizivir (AZT/3TC/Abacavir)
Truvada (Tenofovir/FTC)
Videx (Didanosine, ddI)
Viread (Tenofovir)
Zerit (Stavudine, d4T)
Ziagen (Abacavir)

ยายับยั้งเอนไซม์ RT ชนิดไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)

Intelence (Etravirine, TMC125)
Rescriptor (Delavirdine)
Sustiva (Efavirenz, Stocrin)
Viramune (Nevirapine)

ยายับยั้งเอนไซม์ Protease Protease Inhibitors (PIs)

Aptivus (Tipranavir)
Crixivan (Indinavir)
Invirase (Saquinavir)
Kaletra (Lopinavir/Ritonavir)
Lexiva (Fosamprenavir, Telzir)
Norvir (Ritonavir)
Prezista (Darunavir, TMC114)
Reyataz (Atazanavir)
Viracept (Nelfinavir)

ยายับยั้งไวรัสเข้าเซลล์ Entry Inhibitors

Fuzeon (Enfuvirtide, T-20)
Selzentry (Maraviroc, Celsentri)
ยายับยั้งเอนไซม์ Integrase Integrase Inhibitors

Isentress (Raltegravir, MK-0518)
ยาสูตรผสม Multi-Class Combinations

Atripla (Efavirenz/Tenofovir/FTC)
สูตรการให้ยาแบบจับคู่ยา

การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อเอดส์ในปัจจุบัน นิยมใช้สูตรยา HAART (highly active antiretroviral therapy) ได้แก่

AZT+ ddI + Stocrin
AZT+ 3TC + Crixivan + Ritonavir
d4T+ 3TC + Viracept
d4T+ ddI + Saquinavir + Ritonavir
3TC + ddI + Kaletra
AZT + ddC + Viramune
การเปลี่ยนสูตรยา

กรณีผลการรักษาล้มเหลว แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนสูตรยาใหม่ โดยอาศัยข้อมูลต่อไปนี้

  • ปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น 0.5 log ของ baseline
  • CD4 cell ลดต่ำลงกว่า baseline 30%
  • ปรากฏโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นภายหลังการรักษา 3 เดือน ให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อนอีก 2 ชนิด

ข้อควรระวังในการใช้ยา

ปัญหาการใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสดื้อยา และเชื้อไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ในเวลาต่อมาล้มเหลว และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาครั้งต่อๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคน และผู้ป่วยควรเข้าใจ และตระหนักถึงปัญหานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ปัญหาเชื้อไวรัสเอดส์ดื้อยามีความสำคัญมาก เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก และที่น่าเป็นห่วงก็คือสายพันธุ์ไวรัสที่ดื้อยาอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว การดำเนินของโรคเร็วขึ้น และเสียชีวิตเร็วขึ้น

การดื้อยา

หลังจากที่ผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยเอดส์ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ไประยะหนึ่งแล้ว เชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเพิ่มจำนวนขึ้นมาใหม่พยายามที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม ทำให้รอกพ้นจากการทำลายโดยยาต้านไวรัสเอดส์ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการดื้อยาขึ้นอยู่กับการกินยาตรงตามเวลา กินยาครบทุกมื้อที่กำหนด กินยาอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญที่พบคือผู้ป่วยลืมกินยา

การแพ้ยา

การแพ้ยาต้านไวรัสเอดส์เป็นผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิด มักจะปรากฏอาการให้เห็นอย่างชัดเจน แต่น้อยรายที่พบอาการรุนแรง ในกรณีที่แพ้ยา แพทย์จะพิจารณารักษาอาการต่างๆ ที่เป็นผลข้างเคียง หรือพิจารณาปรับเปลี่ยนยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดใหม่ได้ ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอดส์แตกต่างกันไปในตัวยาแต่ละชนิด ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน อาจเกิดอาการบางอย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งอาการก็ได้ หรือบางทีก็ไม่เกิดผลข้างเคียงเลย อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอดส์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว และผื่นแดง

แนวทางการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์

สูตรยาที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน เป็นการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ร่วมกันอย่างน้อย 3 ชนิด
แม้ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ 3 ชนิด ก็ยังพบว่าร้อยละ 65-70 ยังตรวจสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเอดส์ได้ ระยะหลังๆ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 4 ชนิด ในผู้ป่วยที่ตรวจพบ HIV viral load มากกว่า 1 แสน copies/มิลลิลิตร
การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์กลุ่มออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อาร์ทีชนิดนิวคลีโอไทด์ 2 ชนิด (dual NRTI) เป็นสูตรยาที่ไม่แนะนำ เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัสต่ำ และเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์เพียงชนิดเดียว (monotherapy) มีที่ใช้เฉพาะในการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ทารกในครรภ์เท่านั้น
ผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว โดยอยู่ในระยะมีอาการ หรือมีการติดเชื้อฉวยโอกาสแล้ว ทำให้การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ยุ่งยากขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงต่อยาต้านไวรัสเอดส์เพิ่มสูงขึ้น และอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสกับยาต้านไวรัสเอดส์ โดยเฉพาะยาริแฟมบิซิน (rifampicin) ที่ใช้รักษาวัณโรค
ความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยขึ้นอยู่กับการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งติดตามผลด้วยวิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดี

โรคความดันโลหิตสูงกับ 3 สัญญานเตือนภัย

บทความในวันนี้ เราจะมาพูดถึงโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) ซึ่งเรียกได้ว่าเปรียบเหมือนภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเพราะไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน หากไม่ระมัดระวัง และใช้ชีวิตอย่างประมาท ฉะนั้น เราจึงควรมาทำความรู้จักเจ้าโรคนี้ให้ดีก่อนการป้องกัน โดยปกติแล้ว ความดันโลหิต (blood pressure) จะเกิดขึ้นจากการไหลเวียนของเลือดแดงในร่างกาย ซึ่งจะผาดผ่านเส้นเลือดหัวใจแต่ละเส้น จะมีความดันสูงสุดเมื่อหัวใจบีบตัว และความดันต่ำสุดเมื่อหัวใจคลายตัว หากตรวจวัดความดันแล้วพบว่าค่าความดันช่วงบนมากกว่า 140 และค่าความดันช่วงล่างมากกว่า 90 จะถือว่าเกิดภาวะความดันโลหิตสูง (high blood pressure) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน ส่วนอาการของภาวะความดันโลหิตสูงนั้นก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดศีรษะซีกเดียว เลือดกำเดาไหล และยังมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เป็นต้น หากเพื่อนๆ อยากรู้กันแล้วว่า สาเหตุหลักอะไรที่จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ เราไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1.ขาดการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นประจำมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานาประการ ทั้งช่วยบำรุงระบบหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้เป็นอย่างดี หากเพื่อนๆ ใช้ชีวิตโดยที่ออกกำลังกายเพียงน้อยนิด หรือแทบไม่ได้ออกกำลังเลยก็จะยิ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตได้อย่างแน่นอน และจะส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ที่อันตรายตามมา ทั้งโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ และหลอดเลือด เพียงเพื่อนๆ หมั่นเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ก็จะถือเป็นการออกกำลังกายโดยไม่ต้องหักโหมแล้วค่ะ

2.ทานอาหารไม่มีประโยชน์
หากพูดถึงน้ำอัดลม เฟรนช์ฟราย พิซซ่า ไก่ทอด หรืออาหารสำเร็จรูป แน่นอนว่าจะต้องเป็นลิสต์อาหารสุดโปรดของเพื่อนๆ หลายคนอย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีคุณประโยชน์น้อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมคะว่าเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เราอยากแนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน และดื่มน้ำให้เพียงพอซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากน้ำตาล เกลือ และแคลอรี่ที่อยู่ในอาหารบางชนิดจะยิ่งเพิ่มอัตราความดันโลหิตให้สูงยิ่งขึ้น

3.ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายเป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และการอุดตันของเส้นเลือด ฉะนั้นควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะอันตรายดังกล่าวนี้

โดยปกติแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงไม่ได้มาจากสาเหตุด้านบนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอายุ และทางพันธุกรรมได้อีกด้วย วิธีการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงนี้ อันดับแรก เพื่อนๆ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจระดับความดันโลหิตให้ทราบอย่างชัดเจน จากนั้นก็ไม่ลืมที่จะรักษาสุขภาพของตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีน สำหรับผัก และผลไม้ที่เหมาะแก่การรับประทานเพื่อลดความดันโลหิตควรจะเป็นผักที่มีแคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียมสูง อาทิ ถั่วขาว เคล อะโวคาโด พริกหวาน มันหวาน เมล็ดควินัว ลูกพีช กล้วย และกีวี ลดปริมาณโซเดียม หรืออาหารที่มีรสจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีนะคะ