รักษาโรคนอนไม่หลับด้วยยา และไม่ใช้ยา

รักษาโรคนอนไม่หลับ การวิเคราะห์สภาวะนอนไม่หลับ อาการนอนไม่หลับไม่ว่ากับใครก็สามารถเกิดขึ้นได้และอาจจะมีสาเหตุมาจากหลายกรณี ในส่วนของคุณหมอจะทำการวินิจฉัยการนอนไม่หลับนี้ โดยวิธีสำหรับขั้นแรกคือสอบเรื่องราวคนไข้เป็นหลักก่อน โดยคุณหมอจะซักไซ้ไล่เลียงเนื้อหาของการนอนไม่หลับ ดังเช่น

– ช่วงเวลารวมทั้งความถี่ที่มีลักษณะอาการนอนไม่หลับหรือช่วงเวลาสำหรับเพื่อการตื่นแต่ละครั้ง

– ปริมาณครั้งที่ตื่นช่วงเวลาค่ำคืน

– สิ่งแวดล้อมด้านในห้องนอนรวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเพื่อการนอน ยกตัวอย่างเช่น ที่นอนหมอนมุ้ง ผ้าที่มีไว้ห่ม หมอนสำหรับหนุน ถูกสุขลักษณะหรือเปล่า

– สิ่งแวดล้อมแล้วก็สภาพแวดล้อมรอบบ้าน อาจมีเสียงดังรบกวนสำหรับในการนอน

– สอบหรือซักประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับโรคประจำตัว เรื่องราวใช้ยาและก็สิ่งเสพติด รวมทั้งเรื่องราวครอบครัว

 

การดูแลและรักษาการนอนไม่หลับ 

สำหรับแนวทางการดูแลและรักษาสภาวะนอนไม่หลับ หรืออาจจะกลายเป็นโรคเลยก็ว่าได้ แบ่งการดูแลรักษา

ออกเป็น 2 หนทางตัวอย่างเช่น การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยา รวมทั้งการดูแลและรักษาด้วยการใช้ยา 

– การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการรักษาด้วยการใช้การเปลี่ยนแปลงการกระทำการไปนอนให้ตรงเวลาและก็ปิดไฟในห้องนอนให้มืดมิด  เครื่องช่วยฟังฟรี   เพื่อช่วยทำให้ระบบ Circadian rhythm ดำเนินการอย่างมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้น และก็ควรจะหมั่นบริหารร่างกายอย่างเหมาะเจาะพร้อมกันไปด้วย

– การดูแลและรักษาด้วยการใช้ยา หรือที่หลาย ๆ คน อาจจะรู้จักและเรียกว่า ยานอนหลับ เป็นสิ่งที่ที่ใช้เรียกยาเกี่ยวกับโรคนี้หลายประเภทที่ส่งผลโดยตรง หรือส่งผลใกล้กันนำมา ซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงนอน รวมทั้งทำให้นอนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นยานอนหลับก็เลยมีหลายแบบ มีกลไกการในการทำงานรวมทั้งผลกระทบที่นา ๆ ประการ สำหรับคนที่มีลักษณะนอนไม่หลับโดยไม่เจอมูลเหตุที่แจ่มกระจ่าง หมอจะให้การรักษาที่สมควรโดยพิจารณาจากความร้ายแรงของอาการนอนไม่หลับ เพื่อระบุวิถีทางสำหรับในการรักษา

สรุปการนอนเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีต่อร่างกาย สำหรับกลเม็ดการนอนอย่างมีสุขรวมทั้งสุขภาพแข็งแรง ส่วนหนึ่งส่วนใดมาจากการกระทำการนอนและก็ระเบียบวินัยสำหรับการดำเนินชีวิต ถึงแม้อาการนอนหลับไม่สนิท หรือไม่สามารถนอนได้เลยจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้กระนั้นก็สามารถต่อกรหรือคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีลักษณะอาการที่ร้ายแรงจนกระทั่งแปลงเป็นโรคนอนไม่หลับจึงเกิดผลกระทบในทางที่แย่และเสี่ยงต่อการสูญเสียสุขภาพโดยรวมได้ เมื่อเจอปัญหาด้านสุขภาพหรือมีเหตุทำให้นอนไม่หลับ ควรจะเจอคุณหมอเพื่อขอคำปรึกษารวมทั้งวิเคราะห์อาการเพื่อกระทำการรักษาอย่างแม่นยำสมควรถัดไป

รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพห่างไกลโรค

รับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพอาจช่วยป้องกันโรคระยะยาว (เรื้อรัง) บางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดและช่วยรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง เอกสารนี้อธิบายหลักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นคำแนะนำทั่วไปสำหรับคนส่วนใหญ่ คำแนะนำอาจแตกต่างกันไปสำหรับคนบางกลุ่ม รวมถึงสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ หรือผู้ที่มีความต้องการพิเศษด้านอาหาร

กลุ่มอาหาร ร่างกายของคุณต้องการพลังงานในการทำงานตามปกติและทำให้คุณมีชีวิตอยู่ได้ คุณได้รับพลังงานนี้จากสารอาหารในอาหารที่คุณกิน ส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน แร่ธาตุและวิตามินเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่มีความสำคัญในอาหารของคุณ เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณมีสุขภาพที่ดี

สิ่งสำคัญคือต้องหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างสารอาหารต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด (ดูด้านล่าง) อาหารที่สมดุลโดยทั่วไปประกอบด้วยอาหารจากแต่ละกลุ่มอาหารต่อไปนี้

อาหารประเภทแป้ง เช่น ขนมปัง ข้าว มันฝรั่ง พาสต้า เป็นต้น ผลไม้และผัก นมและอาหารจากนม อาหารโปรตีน ซึ่งรวมถึงเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และแหล่งโปรตีนอื่นๆ ที่ไม่ใช่นม (รวมถึงถั่ว เต้าหู้ ถั่ว ถั่วต่างๆ) อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นกลุ่มอาหารที่ห้าที่คุณกิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ควรทำขึ้นจากอาหารที่มีไขมันและน้ำตาล

นอกเหนือจากข้างต้นแล้ว การมีกากใยและน้ำในปริมาณมากก็มีความสำคัญต่อสุขภาพของคุณเช่นกัน

อะไรประกอบขึ้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ตามกฎทั่วไป ผัก ผลไม้ และอาหารประเภทแป้งควรเป็นอาหารส่วนใหญ่ของคุณ ส่วนที่เหลือของอาหารควรประกอบด้วยนมและอาหารจากนมและอาหารที่มีโปรตีน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คุณควรจำกัดปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง คำแนะนำด้านอาหารเพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจมีดังนี้ การบริโภคไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่า 10% ของปริมาณไขมันทั้งหมด (ควรรับประทานในเนื้อไม่ติดมันและผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ)

แทนที่ไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนหากเป็นไปได้ ไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงอาหารจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมักพบในน้ำมันจากพืชและปลา กินผลไม้สองส่วนและผักอย่างน้อยสามส่วนต่อวัน (งานวิจัยใหม่แนะนำว่าเราควรมุ่งไปที่ผลไม้สองส่วนและผักอย่างน้อยห้าส่วนต่อวัน) กินปลาอย่างน้อย 2 ส่วน (ควรเป็นปลาที่มีน้ำมัน) ต่อสัปดาห์ พิจารณาการรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีและถั่วต่างๆ เป็นประจำ รักษาปริมาณเกลือในอาหารของคุณให้น้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยกว่า 14 หน่วยต่อสัปดาห์สำหรับผู้ชาย และไม่เกิน 14 หน่วยต่อสัปดาห์สำหรับผู้หญิง โปรดดูใบปลิวแยกต่างหากที่เรียกว่าแอลกอฮอล์และการดื่มอย่างมีเหตุผล หลีกเลี่ยงหรือลดสิ่งต่อไปนี้ในอาหารของคุณ

เนื้อสัตว์แปรรูปหรืออาหารที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ (รวมถึง ‘อาหารพร้อมรับประทาน’) ซึ่งมักจะมีเกลือและกรดไขมันทรานส์สูง คาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ขนมปังขาวและซีเรียลแปรรูป เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ของขบเคี้ยวที่มีแคลอรีสูงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น ขนมหวาน เค้ก และมันฝรั่งทอดกรอบ

ด้านล่างมีคำอธิบายหลักการของอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นคำแนะนำทั่วไปสำหรับคนส่วนใหญ่ หากคุณมีปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจงหรือความต้องการด้านอาหารที่เฉพาะเจาะจง คำแนะนำนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องทำกับอาหารของพวกเขา ดูแผ่นพับแยกต่างหากที่ชื่อว่า การวางแผนเพื่อตั้งครรภ์ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

 

สนับสนุนโดย.    ชุดตรวจ hiv

3 วิธีดูแลสุขภาพร่างกายหลังหายจากโควิด

วิธีดูแลสุขภาพร่างกาย อย่างที่เราทราบกันดีว่า สมัยปัจจุบันนี้โลกของเรานั้นเต็มไปด้วยโรคร้ายต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาอย่างยิ่งโรคโควิด ซึ่งถือเป็นโรคที่มีความน่ากลังกันเป็นอย่างมาก ทำให้หลาย ๆ คนนั้นมีความเกรงกลัวกันอยู่ตอลดเวลา จนทำให้ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากว่าโรคนี้จะสามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศ ส่งผลให้หลาย ๆ คน

ไม่ค่อยมีความสะดวกที่จะออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้าน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดี ก็ถือเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนควรที่จะปฏิบัติอยู่แล้ว เพื่อช่วยป้องกันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อต่าง ๆ แต่สำหรับใครที่มีโอกาสเสี่ยง หรือตกเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ

การกักตัว และดูแลตนเองถือเป็นสิ่งควรใส่ใจเพื่อที่จะได้รักษาตนเองให้หายจากโรคร้าย อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่รักษาตนเองให้หายจากโรคร้ายได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตนเองต่อไปอย่างไร เพื่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราก็จะมาแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพร่างกายหลังหายจากโรคโควิด ซึ่งก็เป็นวิธีง่าย ๆ จะมีอะไรกันบ้างนั้นไปดูกันเลย 

การพักฟื้นสุขภาพจิตใจ แน่นอนว่านอกจากโรคนี้จะมีความอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อปอดของเราแล้วนั้น   ชุดตรวจ hiv ร้านขายยากรุงเทพ    ยังอาจส่งผลให้ผู้ที่ติดเชื้อมีสุขภาพจิตใจที่ย่ำแย่มากกว่าเดิมก็ได้ เพราะก็ไม่รู้เลยว่าโรคนี้จะคร่าชีวิตของใครไปหรือไม่ ดังนั้น หลังจากที่หลายจากโรคนี้ไปแล้ว ทางที่ดีควรที่จะดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก ควรทำให้ตนเองนั้นรู้สึกผ่อนคลายอยู่เสมอ การพูดคุยกับผู้อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด และที่สำคัญเลยก็คือ ควรที่จะหลีกเลี่ยงอะไรที่พูดแล้วมันบั่นทอน หรือมันกระทบถึงจิตใจเรามากที่สุด 

การพักฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การที่เราได้ไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลนาน ๆ อาจทำให้ร่างกายนอนติดเตียง หรือไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว แน่นอนว่าอาจทำให้ร่างกาย หรือกล้ามเนื้อของเรานั้นไม่แข็งแรงได้ ฉะนั้น ทางที่ดีหลังรักษาโรคหายแล้ว ควรที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วยการออกไปทำกิจกรรม หรือออกกำลังกาย เพื่อทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และเพื่อเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย เพื่อที่จได้มีกล้ามเนื้อร่างกายที่และแข็งแรงมากขึ้น 

การเลือกรับประทานอาการที่มีประโยชน์ แน่นอนว่าการเลือกรับประทานอาหารนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าใครที่หายจากโรคร้าย ยิ่งต้องเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่ร่างกาย เพื่อช่วยให้ร่างกายนั้นฟื้นฟูสภาพได้เร็ว ดังนั้น ทางที่ดีควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่เพื่อเป็นช่วยในการกระตุ้นให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อาการ แนวทางการรักษา และการป้องกันโรคน้ำกัดเท้า

โรคน้ำกัดเท้าอาจจะเป็นผลให้พบอาการแสดงหลายประเภท ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อเท้า รวมทั้งอาการดังต่อไปนี้

– รอยแดงแล้วก็ผื่นขึ้นมีอาการคันที่ผิวหนัง

– รอยสะเก็ดหรือขุยที่ลอกออกของผิวหนังรอบ ๆ ระหว่างนิ้วเท้า หรือตามฝ่าเท้า

– ผิวแตกที่ปวด ซึ่งส่วนใหญ่พบว่ามีเหตุมาจากการลอกของสะเก็ดผิวหนังอย่างหนัก

– พุพองเป็นแผลมีหนอง

– ฝ่าเท้าหนาขึ้น

– เชื้อราที่พบบริเวณเท้ามีโอกาสที่จะแพร่ระบาดไปตามเล็บ แล้วก็ทำให้ลักษณะของเล็บเปลี่ยนสี เล็บหนาและใหญ่ขึ้น ฉีกขาด โรคน้ำกัดเท้า สามารถทำลายผิวหนังและก็เปิดผิวออก ก็เลยอาจจะก่อให้มีการติดโรคแบคทีเรีย ตัวอย่างเช่น เซลล์เยื่ออักเสบเพิ่มอีก

 

โรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคติดต่อไหม?

การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า นั้นถูกจัดเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งได้ มีความเป็นไปได้ที่คุณจะมีโอกาสได้รับเชื้อจากการจับผิวของคนที่มีเชื้อรา ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ป่วยหรือมีการติดโรคที่กำลังดำเนินอยู่ มากไปกว่านั้นโรคน้ำกัดเท้าสามารถแพร่ไปได้โดยการเดินไม่ใส่รองเท้าไปบนพื้นที่แฉะและก็ติดโรค เช่น ห้องน้ำสาธารณะ ห้องอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าตามยิม

 

แนวทางกำจัดโรคน้ำกัดเท้า

โรคน้ำกัดเท้าในตอนนี้มีการรักษาได้ด้วยยากำจัดเชื้อราที่ขายตามร้านขายยาไม่ว่าจะเป็น ครีม gel โลชั่น สเปรย์ รวมทั้งแบบผงแป้ง ที่มีสารที่สามารถช่วยรักษาได้ดังต่อไปนี้

– Clotrimazole ยาต้านเชื้อรา พบอยู่ในแบบ ยาอม ยาเหน็บ 

– Miconazole เหมาะใช้ในผู้ใหญ่และเด็ก จัดอยู่ในกลุ่มยาแอโซล พบอยู่ในรูปแบบ ยาเหน็บ ยาทา และยากิน

– Oxiconazole จัดอยู่ในกลุ่มยาแอโซล พบอยู่ในแบบโลชั่น 

– Ketoconazole ช่วยยับยั้งการสร้าง ergosterol จัดอยู่ในกลุ่มยา imidazole 

อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์แนะนำก่อนซื้อมาใช้ หรือให้แพทย์สั่งจ่าย

นอกเหนือจากการให้ยารักษาโรคน้ำกัดเท้าแล้ว ควรเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติดังนี้

– ชำระล้างเท้าให้สะอาด แล้วทำให้แห้งอยู่ตลอด

– เลี่ยงการใส่รองเท้าที่หนัก รองเท้าที่ปิดเต็มเท้า หรือถุงเท้าชื้นหนา

– เลี่ยงการใส่รองเท้าเดิมซ้ำ ๆ หมุนวนใส่คู่อื่นบ้าง แล้วก็ไม่ควรใช้ถุงเท้าที่ไม่ซัก

– เลี่ยงการใช้สระว่ายน้ำหรือห้องน้ำสาธารณะ

– ลดความอับชื้นของเท้า โดยถอดรองเท้าบ้าง หรือสวมรองเท้าแตะบ้าง 

 

พวกเราควรจะดูแลแล้วก็ตั้งใจทำให้สุขภาพของตัวเราเอง การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า แข็งแรงและหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ จาเชื้อโรคที่จะทำร้ายสุขภาพ รวมทั้งหมั่นบริหารร่างกาย หรือทานของที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกัน

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวยออนไลน์ยังไง

นอนหลับสนิท พิชิตสุขภาพ

ทุกคนคงจะพอรู้ดีว่าการนอนเป็นการพักร่างกายที่ยอดเยี่ยม นอนหลับสนิท พิชิตสุขภาพ ร่างกายได้รับคุณประโยชน์เยอะแยะจากการนอน แต่ว่าถ้าเกิดจะให้ดีเยี่ยมที่สุด การพักผ่อนหย่อนใจด้วยการนอนควรเป็นการนอนที่สนิทนั่นเอง ผลดีที่ว่าจะมีอะไรบ้าง พวกเราไปดูกันเลย

– ร่างกายซ่อมบำรุงได้เต็มกำลัง

ขณะกำลังนอนหลับ ภายในร่างกายจะผลิตโมเลกุลพวกโปรตีนนานาประเภท เพื่อช่วยเรื่องความแข็งแรงแก่ระบบภูมิต้านทานและก็ปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมความผุพังที่เกิดขึ้นมาจากความเคร่งเครียดหรือสัมผัสกับสารที่บางทีอาจมีอันตราย ตัวอย่างเช่น มลพิษแล้วก็แบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคติดเชื้อ

– ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจ

ระบบเส้นโลหิตหัวใจของมนุษย์อยู่ภายใต้แรงกดดันตลอดระยะเวลา ซึ่งการนอนจะช่วยลดระดับความเคร่งเครียดและก็การอักเสบของร่างกายของคุณลง การอักเสบภายในร่างกายมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจแล้วก็เส้นเลือดสมองรวมทั้งการนอนสามารถช่วยรักษาความดันเลือด ซึ่งมีผลสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจ ให้ลดน้อยลง

– ความเครียดน้อยลง

การนอนไม่เพียงแค่ช่วยลดระดับความดันเลือดเพียงแค่นั้น แต่ว่ายังลดระดับฮอร์โมนความเคร่งเครียดที่เพิ่มสูงมากขึ้นด้วย ดังเช่น คอร์ติซอล ซึ่งจะผลิตออกมามากขึ้นเพราะแรงกดดันในชีวิตรวมทั้งการใช้ชีวิตที่รวดเร็วในปัจจุบันด้วย

– ทำให้ความจำ และก็สมาธิดียิ่งขึ้น

พวกเราทุกคนทราบดีว่าเมื่อนอนไม่สนิท คุณจะรู้สึก ‘ไม่แจ่มใส’ ในเช้าตรู่วันถัดมาและไม่มีสมาธิ ทำให้คุณมีปัญหาสำหรับในการจำ บทเรียน หรือแม้กระทั้งบทสำหรับพูด การนอนสนิทช่วยให้แก้ปัญหากลุ่มนี้ได้ไพเราะขณะที่กำลังนอนหลับ สมองของคุณจะจัดแจงแล้วก็เชื่อมโยงความจำในตอน 12 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ที่ผ่านมารวมทั้งความจำก่อนหน้านั้น โดยจะประเมินผลประสบการณ์แล้วก็ความจริงที่คุณได้รับ ทำให้ท่านรู้เรื่องและก็จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากขึ้น

– ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าการนอนช่วยควบคุมฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความต้องการของกิน ในจำนวนที่พอดิบพอดีต่อสุขภาพร่างกาย รวมทั้งยังช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับ เพื่อการเผาผลาญของร่างกายอีกด้วย แต่ว่าถ้าคุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนกลุ่มนี้จะไม่สมดุลกัน

ซึ่งชอบทำให้ท่านต้องการของกินมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากนั้นยังเพิ่มความต้องการของกินที่มีไขมันสูงและก็น้ำตาลสูงแทนที่จะเป็นของกินที่มีคุณประโยชน์ ได้แก่ ผักและก็ผลไม้ ยิ่งกว่านั้น การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 เนื่องจากว่าจะมีผลต่อขั้นตอนการผลิตน้ำตาลภายในร่างกาย ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่เซลล์ต่าง ๆ นำไปใช้เป็นพลังงาน

 

นอนหลับสนิท พิชิตสุขภาพ และไม่ใช่เพียงแค่นี้ที่จะเกิดขึ้นจากการที่คุณนอนหลับสนิท และนอนหลับพักผ่อนได้เพียงพอ ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมาก ที่จะเกิดขึ้นหากคุณทำได้ การนอนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องใส่ใจให้มาก ๆ  

 

สนับสนุนโดย.    หวยออนไลน์ lotto

โรคร้ายกับวัยทำงาน

ปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับการทำงานกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่มีเวลาพักผ่อนน้อย และส่งผลให้สุขภาพร่างกายเสื่อมเสียลงไปด้วย เพราะเนื่องจากเราทำงานหนัก จนไม่มีเวลาแม้กระทั่งดูแลตนเอง ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายขึ้นกับร่างกายของเราได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตของเราอยู่แต่กับการทำงานไปในแต่ละวันนั้น

เราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสภาพร่างกายของเราเป็นอย่างไรบ้าง เพราะในเมื่อเราก็ไม่ได้มานั่งสนใจเรื่องสุขภาพร่างกายของตนเองสักเท่าไหร่

เพราะวัน ๆ ก็เอาแต่นั่งทำงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อาจมีพฤติกรรมการกินบางอย่างที่ส่งผลให้ร่างกายของเราเกิดโรคร้ายขึ้นได้ ทั้งนี้เราจึงจะมายกตัวอย่างโรคร้ายที่วัยทำงานอย่างเราๆ มีความเสี่ยงที่จะเป็นนั้นสูงมาก ๆ จะมีโรคร้ายอะไรบ้าง และเราต้องระวังตัวกันอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

โรคไมเกรน โดยโรคนี้จะเกิดขึ้นจากความเครียดสะสมของเรา เกิดจากการที่เรานั้นพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงอาจเป็นสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคปวดหัวเรื้อรังขึ้นได้ หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า ไม่เกรน ซึ่งโรคนี้จะมีอาการปวดหัวเป็นปกติ หากกินยาทั่วไปก็อาจจะยังไม่หาย เพราะโรคนี้บางครั้งอาจมีอาการปวดรุนแรงมาถึงกระบอกตา และในบางครั้งก็อาจส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของเราได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าโรคนี้อาจจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงมาก แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญใจต่อการใช้ชีวิตของเราได้ อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันตนเองที่ดีที่สุดก็คือ การไม่ทำให้ตนเองมีความเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียง

โรคกรดไหลย้อน หากใครที่รอดพ้นมาจากโรคกระเพาะอักเสบมาได้ แต่ก็อาจจะหนีไม้พ้นโรคกรดไหลย้อน เพราะการใช้ชีวิตของวัยทำงานเรานั้น แน่นอนว่าจะต้องมีการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา และส่งผลให้กรดที่เอาไว้ย่อยอาหารนั้นไหลย้อนกลับมายังลำไส้ หลอดอาหาร จนส่งผลให้บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เพราะไม่ได้รับประทานอาหารตรงเวลา อย่างก็ตาม สาเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น อาจมีปัจจัยมาจากความเครียดร่วมด้วย ดังนั้น หากไม่อยากเป็นโรคกรดไหลย้อน ก็ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและหากิจกรรมที่ไม่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด

โรคหัวใจ ความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงาน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดโรคหัวใจขึ้นได้ เพราะความเครียดจากการทำงานนั้น เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงกันได้ เพราะเชื่อว่าการทำงานในแต่ละที่นั้นก็ย่อมมีความเครียดเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อเราทำงานหนักมากแค่ไหน ก็อาจส่งผลให้ความเครียดของเราเกิดได้มากขึ้น และหากปล่อยไว้ความเครียดนี้ก็อาจทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุไหนก็ตาม ดังนั้น ทางที่ดีควรหาเวลาในการพักผ่อน ไม่โหมงานหนักจนเกินไป เพื่อสุขที่ดีของตัวคุณเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    วิธีเล่นหวยยี่กี 2 ตัว

อาการของโรคถุงลมโปร่งพอง

ถุงลมโปร่งพอง เป็นโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ที่รับสารในบุหรี่ทำให้ปอดเกิดการฉีกขาดมีภาวะปอดอุดกั้น และการแตกของเนื้อปอดหรือปอดอักเสบ ทำให้อากาศไปตกค้างในปอด จึงทำให้ผู้เป็นโรคถุงลมโปร่งพองมีอากี่หายใจผิดปกติและอัตราผู้เสียชีวิตในโรคถุงลมโปร่งพองตกปีละ 15000 คนเลยทีเดียว และโรคถุงลมโปร่งพองก็อยู่ในอันดับต้นๆของการเสียชีวิตเลยก็ว่าได้

อาการของโรคถุงลมโปร่งพอง

การหลักๆเลยมีการไอและหายใจตื้น และบางคนที่เป็นยังไม่รู้ตัวเลยว่าเป็น เพราะโรคถุงลมโปร่งพองจะค่อยๆเป็นไม่แสดงอาการแม้จะเป็นมากแล้วก็ตาม และจะมีอาการรุนแรงขึ้น เมื่อไม่ได้กิจกรรมใดๆเลยก็จะมีอาการเหนื่อยขึ้น มีอาการหัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลดและอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้ด้วย และบางรายถึงขั้นขาดออกซิเจน ทำให้มือเล็บเปลี่ยนเป็นสีเทา สีฟ้าอมม่วง ริมฝีปากมีสีคล้ำ ก็ควรรีบไปหาแพทย์

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโปร่งพอง

สาเหตุที่ทำให้เกิดถุงลมโปร่งพอก คือการสูบบุหรี่ ได้มีการตรวจพบของคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่มีโอกาสน้อยกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 6เท่า ในการจะเป็นถุงลมโปร่งพอง และการได้รับควันบุหรี่เป็นเวลานานๆจึงทำให้เกิดโรคถุงลมโปร่งพองได้ นอกจากจะสูบบุหรี่ที่เป็นสาเหตุหลักๆแล้วของโรคถุงลมโปร่งพองแล้วยังมีควันพิษจากมลภาวะ จากท่อไอเสียก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งได้เหมือนกัน

การป้องกันของการเกิดโรคถุงลมโปร่งพอง

การป้องกันของการเกิดโรคถุงลมโปร่งพองดีที่สุดก็คือการเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการเจอคนสูบบุหรี่ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นตรวจร่างกายประจำปี และเมื่อเจอโรคถุงลมโปร่งพองจะรักษาได้ทันท่วงที ไม่งั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การรักษาโรคถุงลมโปร่งพอง

การเป็นโรคถุงลมโปร่งพองนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ รักษาได้แค่ตามอาการ หรือช่วยได้แค่ชะลอและลดอาการเท่านั้น แพทย์จะให้ยาขยายหลอดลมเพิ่อให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกขึ้น และยาปฎิชีวนะ จะช่วยลดอาการติดเชื้อหรือลดอาการกำเริบของโรคถุงลมโปร่งพองเท่านั้น หรืออาจจะให้ยาลดอาการอักเสบ และยาพ้นช่วยด้วยอีกทาง

สาเหตุหลักของการเกิดโรคถุงลมโปร่งพองนี้คือการสูบบุหรี่  และจะมีอาการทรมานมากเมื่อหายใจไม่ออก ฉะนั้นควรเลิกบุหรี่เป็นดีที่สุด และควรทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ จะได้มีชีวิตที่ยืนยาว

 

สนับสนุนโดย    แทงหวย

วิธีรับมือเมื่อไมเกรนกำเริบ

อาการไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในซึ่งผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า โรคไมเกรนเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากระบบประสาทเรื้อรัง สิ่งที่ส่งผลต่างอาการเหล่านี้คือผลมาจากที่เรามีความเคลียดสะสมอยู่มากและนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาเรามีอาการไมเกรน จะทำให้ระบบต่าง ๆ

ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย อาจจะทำให้เรารู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งเป็นจังหวะ หรือบางคนอาจมีอาหารอื่น ๆ แทรกซ้อนขึ้นมาด้วย เช่น อาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนออกมา อย่างไรก็ตาม โรคไมเกรนเป็นโรคที่ไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งภายนอก ซึ่งในบางครั้งอาจทำให้มีอาการที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณรับมือกับอาการไมเกรนกำเริบง่าย ๆ จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย

  • การเล่นโยคะ การที่เราหากิจกรรมทำเพื่อช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ไม่เกิดความเครียด อาจจะช่วยส่งผลในการลดอาการไมเกรนของเราลงได้ ซึ่งการเล่นโยคะก็สามารถช่วยบรรเทาอาการลงได้ จากการวิจัยพบว่า การเล่นโยคะจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนลงได้ หากเทียบกับวิธีดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม หากใครที่ไม่ถนัดเล่นโยคะ ก็สามารถหากิจกรรมอื่น ๆ ที่เราถนัด ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้ 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญของร่างกายคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งก็เป็นสิ่งร่างกายเราต้องได้รับเป็นประจำอยู่แล้ว การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายบวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้เรานั้นรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้มากยิ่งขึ้น หากหมั่นทำเป็นประจำอาจสามารถช่วยบรรเทาอาการในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่มีอาการไมเกรนอยู่แล้ว ควรที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ไปกระตุ้นอาการ ดังนั้น นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เป็นประจำ เพื่อไม่ให้ร่างกายมีภาวะการขาดน้ำ เพราะหากร่างกายของเราขาดน้ำอาจเป็นปัจจัยการไปกระตุ้นอาการไมเกรนได้เช่นกัน
  • น้ำมันหอมระเหย การสูดดมน้ำมันหอมระเหย อาจเป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้อีกด้วย ดังนั้น หากผู้ที่มีอาการไมเกรนรุนแรง ให้ลองหาน้ำมันหอมระเหยมาวางไว้ภายในบ้าน หรือจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยไม่เราเกิดความเครียด และบรรเทาอาการปวดไมเกรน 

อย่างไรก็ตาม สมัยนี้ยังมีวิธีที่จะช่วยให้บรรเทาอาการไม่เกรนของคุณได้ ทั้งนี้ก็ควรศึกษาวิธีการดูแลตนเองเมื่อไมเกรนกำเริบ ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดี ละแข็งแรง

 

 

สนับสนุนโดย    ซื้อหวยออนไลน์

ดื่มกาแฟอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ชีวิตการทำงานในปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยความเครียด และความวุ่นวาย ทำให้ใครหลายคนเกิดการพักผ่อนน้อย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอในแต่ละวัน เนื่องทำงานกลับบ้านดึก บางคนถึงแม้ว่าจะเลิกงานแล้วแต่ก็ต้องกลับมานั่งทำงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบ จึงทำให้นอนพักผ่อนน้อย ดังนั้น การดื่มกาแฟอาจเป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณนั้นสามารถบรรเทาอาการง่วงในแต่ละวันได้

โดยในกาแฟจะมีส่วนผสมของคาเฟอีน ที่เป็นสารในการกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว และสารคาเฟอีนจะเป็นตัวเร่งกรดในกระเพาะของเราออกมา จึงทำให้บางคนเกิดการระคายเคืองกันอยู่บ่อย ๆ หากเราดื่มบ่อย ๆ ทุก ๆ วันเป็นประจำก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพราะขึ้นได้

นอกจากนี้ กาแฟจึงเป็นเครื่องดื่มที่พนักงานบริษัท สาวออฟฟิศ หรือคนทั่วไปมักที่จะใช้เป็นเครื่องดื่มในตอนเช้า ๆ เพื่อกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรดื่มตอนเวลาที่ท้องกำลังว่าง ควรที่จะหาอาหารเบา ๆ ลองร้องไปด้วย เพื่อประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟนั้นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายได้เช่นกัน หากเรารู้เทคนิคการกิน ฉะนั้นวันนี้ เราจะมาบอกเคล็ดลับง่าย ๆ

ดื่มกาแฟอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และควรดื่มวันละเท่าไหร่จึงจะมีประสิทธิภาพต่อร่างกาย จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย 

  • สังเกตว่าร่างกายตนเองนั้น มีผลดี หรือผลเสียต่อกาแฟมากน้อยแค่ไหน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป เพราะบางคนร่างกายอาจไวตอบการตอบสนองของกาแฟ ซึ่งการที่เราจะดื่มกาแฟให้มีประสิทธิภาพนั้น สิ่งสำคัญเลยก็คือ การประเมินร่างกายตนเองให้เหมาะสมต่อการดื่มกาแฟ
  • หากอยากดื่มกาแฟแล้วให้มีประสิทธิภาพต่อร่างกาย ควรดื่มในช่วงเช้าจะดีที่สุด และหากผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน นอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟใชนช่วงบ่าย เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายมีอาการนอนหลับยากได้มากขึ้นไปกว่าเดิม
  • แน่นอนว่าการดื่มกาแฟ จะส่งผลทำให้ร่างกายของเราเกิดการตื่นตัว เพราะสารคาเฟอีนจะเข้าไปกระตุ้นให้ระบบประสาทตื่นตัว แน่นอนว่าสารคาเฟอีนเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  ดังนั้น หากต้องการดื่มกาแฟให้มีประสิทธิภาพ ก็ไม่ควรดื่มกาแฟในขณะที่ท้องกำลังว่าง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพราะได้

อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟนั้นก็มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย หากเราเลือกดื่มในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย แต่เมื่อใดที่เราดื่มเกินกว่าร่างกายรับไหว ก็อาจส่งผลเสีต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน เพราะสารคาเฟอีนที่เป็นส่วนผสมของกาแฟ อาจจะไปกระตุ้นระบบต่าง ๆ ให้ตื่นตัว จึงอาจส่งผลให้ใครบางคนมีอาการข้างเคียงต่าง ๆ ขึ้นได้ 

 

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวย

การเพิ่มส่วนสูง

            เชื่อว่าใครหลายๆคนคงมีปัญหากับส่วนสูงของตัวเองที่มันไม่ได้สูงเลย จัดว่าอยู่เกณฑ์ที่เตี้ยด้วยซ้ำไปทำให้บางคนอาจจะดูตัวเล็กน่ารักเพราะส่วนสูงที่เตี้ย แต่ทว่าพวกเขากลับไม่ได้อยากเตี้ยแบบนั้นเลย

           ส่วนสูงของแต่ละคนนั้นไม่มีทางที่จะเท่ากันได้เป๊ะๆเพราะว่าเหตุผลของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อาธิเช่น ที่ไม่สูงขึ้นนั้นอาจจะเกิดจากกรรมพันธุที่มีรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายายที่พวกเขาไม่ได้ตัวสูงส่งผลให้ในรุ่นลูกรุ่นหลานก็ไม่ได้มีส่วนที่สูงตามไปเช่นกัน การที่บางคนไม่ได้สูงขึ้นอีกเหตุนั้นอาจจะเป็นในช่วงประถมไม่ชอบกินนม ไม่โหนบาร์

หรือออกกำลังแต่อย่างใด ทำให้เมื่อถึงช่วงมัธยมการเพิ่มขึ้นของส่วนสูงก็มีเพียงแค่เล็กน้อย แต่อีกเหตุผลนึงของเด็กผู้หญิงเลยก็คือ การที่มีประจำเดือนมาในช่วงที่เรียนอยู่ตอนประถมการที่มาประจำเดือนมาไวกว่าคนอื่น เพราะเมื่อมีประจำเดือน แสดงว่ารังไข่สร้างฮอร์โมน estrogen มาในระดับสูงมากแล้ว

ระดับสูงของ estrogen กระตุ้นให้ศูนย์สร้างกระดูกที่ปลายสองข้างของกระดูกยาวๆ ปิด เมื่อปิด ความยาวของกระดูกก็ไม่เพิ่มขึ้น ความสูงจึงหยุดหรือการสูงจะสูงขึ้นเพียงแค่เล็กน้อยนับได้ว่าเป้นตัวการหลักๆของการไม่สูงขึ้นของเด็กผู้หญิงที่เตี้ยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับเด็กผู้ชานที่ในช่วง ประถามปลายและมัธยมต้นนั้นยังมีส่วนสูงที่เตี้ยกว่าผู้หญิงก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะผู้ชายจะมีส่วนสูงที่เพิ่มเร็วขึ้นในช่วงอายุ 15 – 19 ปีเลยทีเดียว รับรองว่าถ้าดูแลตัวเองดีๆจะทำใหสามารถสูง 170+ อย่างแน่นอน

             สำหรับคนที่อยากจะเพิ่มส่วนสูง แนะนำให้ออกกำลังกายที่ต้องใช้การกระโดดให้มากๆเพราะให้ทำให้กระดูกของเรามีการยืดตัวในเวลาที่กระโดด เช่น การกระโดดเชือก ถ้าเป็นการกระโดดเชือกให้กระโดดเชือกติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาที วันละ3 ครั้ง, การเล่นบาสเกตบอล ถ้าเป็นการเล่นบาสเกตบอลควรเล่นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

ไม่ใช่แค่สองอย่างนี้แต่กีฬาที่มีการกระโดดหรือการยืดตัว  ยืดแขน ยืดขา ก็สามารถช่วยในการเพิ่มส่วนสูงได้ดีเช่นกัน ไม่ใช่แค่การออกกำลังที่จะช่วยเพิ่มส่วนสูงได้การควบคุมอาหารที่เราจะกินก็ช่วยได้เช่นกัน อาธิเช่น ดื่มนมจืดวันละ 2 แก้ว ในตอนเช้าและก่อนนอน, การงดน้ำอัดลม ในน้ำอัดลมมีกรดอยู่ซึ่งมันเข้าไปทำลายกระดูกซึ่งมันจะทำให้หยุดสูงเร็วขึ้น, รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเยอะๆ

อาหารจำพวกปลา ผักสีเขียว, การนอนควรก่อน4ทุ่ม เพราะเวลาหลังจาก 4 ทุ่ม ฮอร์โมนความสูงจะหลั่งออกมาเยอะ ถ้าต้องการที่จะสูงขึ้นควรปรับเวลานอนให้ตามนี้ ละปฏิบัติตามที่กล่าวไปอย่างเคร่งขัด และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ การทานอาหารจะต้องเป็นอาหารที่ครบ 5 หมู่ทุกมื้อนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวย